36

อาบแดดใน Sunshine Music ของ Phum Viphurit นักร้องนักแต่งเพลงที่อยากส่งความสุขให้ทุกคน

Darling, I got my trust issues
Warning, you stay away
If we meet at the rendezvous
Take me away, sunray

แม้ว่า ภูมิ-วิภูริศ ศิริทิพย์ จะเตือนให้เราอยู่ห่างๆ เขาในซิงเกิลใหม่อย่าง Lover Boy แต่ความสดใสของบทเพลงกลับดึงดูดให้เราอยากเข้าใกล้เขายิ่งกว่าเดิมเสียอีก

นั่นเป็นที่มาของการนัดพบกันในบ่ายวันหนึ่งที่แดดไม่แรงนัก ณ คาเฟ่ย่านอ่อนนุช ภูมิในบทบาทนักศึกษาปีที่ 4 สาขาวิชาการผลิตภาพยนตร์ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ยอมปลีกตัวจากการทำทีสิสเพื่อมาพูดคุยกับเราเรื่องเขาในบทบาทนักร้อง นักแต่งเพลง

คั่นกลางด้วยแซนด์วิชทูน่าและน้ำหวานสีสวย เด็กหนุ่มตรงหน้าเล่าเรื่องความฝันที่กำลังจะเป็นจริงให้เราฟัง “หนึ่งในเป้าหมายของภูมิคือการไปเล่นดนตรีต่างประเทศ โดยที่มีแฟนเบสอยู่ที่นั่น และมีคนรีเควสต์เราไปเล่นเอง”

และเมื่อแดดร้อนของเดือนเมษายนและพฤษภาคมมาถึง ภูมิและผองเพื่อนนักดนตรีจะเดินทางไปแสดงโชว์ในประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน โดยมีแฟนเบสและมีคนรีเควสต์ไป ตรงตามเงื่อนไขที่ว่ามาทุกประการ

คนที่เพิ่งจะรู้จักภูมิจากเพลง Long Gone ที่ทำเขาโด่งดังเป็นพลุแตกไปทั่วโลก (โปรดิวเซอร์ของภูมิกระซิบว่าตอนนี้ยอดวิวในยูทูบกว่า 60 เปอร์เซ็นต์คือคนดูในสหรัฐอเมริกา) อาจเข้าใจไปว่าความฝันของเขาเป็นจริงในชั่วข้ามคืน แต่สำหรับแฟนเพลงที่ติดตามภูมิมาตั้งแต่ซิงเกิลแรกอย่าง Adore จะรู้ว่าความฝันของเขาใช้เวลาก่อร่างสร้างตัวเป็นเวลากว่า 4 ปี และหลังจากปล่อยเพลงออกมาซิงเกิลแล้วซิงเกิลเล่า ภูมิเพิ่งปล่อยอัลบั้มเต็มอัลบั้มแรกอย่าง Manchild ออกมาเมื่อต้นปีนี้เอง

หากลองเปรียบเทียบง่ายๆ เวลา 4 ปีในการทำอัลบั้มคงเหมือน 4 ปีในมหาวิทยาลัย แต่ความแตกต่างอยู่ตรงที่ กับมหาวิทยาลัย เขายังต้องพิสูจน์ตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายด้วยทีสิสหนังสั้นที่กำลังขะมักเขม้นทำ

แต่กับดนตรี ภูมิไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้ว

ตอนนี้ภูมิทำงานอะไรอยู่บ้าง

นอกจากทำทีสิส ก็เป็นนักร้อง นักแต่งเพลง กับค่าย Rat Records นี่แหละครับ จะเรียกว่าเป็นงานได้มั้ย เพราะสำหรับภูมิมันเป็นงานอดิเรกที่มี rewards มากกว่า และตอนนี้กำลังทำอัลบั้มใหม่ พอส่งทีสิสเสร็จสิ้นเดือนมีนาภูมิก็จะว่าง ได้จดจ่อกับการทำดนตรีจริงๆ เพราะที่ผ่านมาเราต้องบาลานซ์เวลากับการเรียนไปด้วย

รู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าอยากเป็นนักดนตรี

จริงๆ ภูมิไม่ได้อยากเป็นนักดนตรีตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กมากๆ อยากเป็นยาม เพราะเห็นพี่ยามใส่ชุดยูนิฟอร์มแล้วดูเท่มาก (หัวเราะ) หลังจากนั้นก็อยากทำอะไรก็ได้ที่ได้สื่อสารกับคน แต่ยังไม่รู้ว่าคืออะไร จนตอนอายุ 16 - 17 ถึงมาคิดว่าดนตรีเป็นการสื่อสารแบบหนึ่ง

เห็นภาพตัวเองเป็นนักดนตรีแบบไหน

ภูมิอยากเป็น singer-songwriter เพราะเรานับถือคนที่แต่งเพลงเอง เล่าเรื่องเอง โดยที่ perform ไปด้วย ภูมิคิดมาตลอดว่าไม่อยากเป็นอะไรที่ไม่ใช่ตัวเอง ดังนั้นเรามีอะไรอยากเล่าก็จะเล่า ดิบๆ เลย ซึ่งความดิบก็มีเสน่ห์ของมัน

จริงๆ แล้วจุดเริ่มต้นที่ทำให้รักดนตรีคืออะไร

แม่ชอบเปิดเพลงให้ฟังในรถ ส่วนใหญ่เป็นเพลงเก่าๆ พวก ไมเคิล แจ็กสัน, เอลวิส เพรสลีย์, โอลิเวีย นิวตัน จอห์น มันเลยฝังอยู่ในหัวมาเรื่อยๆ อีกอย่างภูมิย้ายไปอยู่นิวซีแลนด์ตั้งแต่ 9 ขวบ เมืองที่อยู่เงียบมาก เวลากลับบ้านก็จะนั่งดูมิวสิกวิดีโอทาง MTV เราชอบดูเพราะมันเป็นภาพ มันสวย แต่ไม่รู้ตัวว่าเราหลงในดนตรีด้วย

ดูฟังเพลงเก่ามามาก ภูมิพัฒนาเป็นสไตล์ของตัวเองในปัจจุบันได้ยังไง

นั่นน่ะสิครับ (หัวเราะ) ภูมิก็ไม่รู้ตัวว่าพอซึมซับมาแล้วเราเอามาใช้มากน้อยขนาดไหน รู้แค่เป็นคนฟังดนตรีหลายๆ แนว ไม่ได้จำกัดตัวเองว่าเราเป็นสายอินดี้โฟล์ก จะฟังแต่ดนตรีอคูสติก ภูมิเปิดรับหลาย influence มาก แต่ไม่รู้ว่ามันมามิกซ์เป็นผลงานปัจจุบันได้ยังไง

อัลบั้มใหม่ที่กำลังทำได้ influence มาจากไหน

ค่อนข้างได้ influence จากยุคโมทาวน์ น่าจะได้ยินความวินเทจและแจ๊ซ ภูมิเรียกมันว่า Sunshine Music เป็นดนตรีฟีลกู้ด ช่วงนี้ชีวิตเราอินกับอารมณ์แฮปปี้

แนวดนตรีที่เปลี่ยนไปในอัลบั้มใหม่นี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงในตัวภูมิยังไงบ้าง

เหมือนภูมิโตขึ้นด้วย ชุดที่แล้วใช้ชื่อว่า Manchild เพราะเป็นเพลงที่เราแต่งในช่วง 19 - 21 ปี ช่วงที่เราจะเป็นผู้ใหญ่ก็ไม่ใช่ จะเป็นวัยรุ่นก็ไม่ใช่ เป็นช่วงวัยกึ่งๆ เพลงในอัลบั้มก็คือเรื่องราวที่เราประสบในช่วงรอยต่อนั้น สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ อัลบั้มชุดแรกเราเล่าเรื่องแบบ inside-out มันมาจากข้างใน เรารู้สึกยังไงก็เล่าออกมา แต่อัลบั้มชุดนี้เราอยากเล่าเรื่องแบบ outside-in มากกว่า เราอยากออกไปเที่ยว ไปเจอคน ไปพูดคุยกับคนจริงๆ แล้วเอาประสบการณ์ที่ได้มาเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง

อย่างเพลง Lover Boy ดึงแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์ไหน

ช่วงนั้นอยู่ดีๆ ภูมิก็ตัดสินใจนั่งรถไฟไปเชียงใหม่คนเดียว แล้วก็ไปเจอ...จะเรียกว่าความรักก็ได้ แล้วก็ได้ไปลองทำอะไรใหม่ๆ ได้ออกจากคอมฟอร์ตโซน ซึ่งปกติภูมิไม่กล้าเลย จะอยู่แต่ในหอที่ศาลายา ไม่ค่อยชอบออกไปเจออะไร

แล้วสรุปว่าเจออะไรที่เชียงใหม่

ก็เจอความรักอะไรประมาณนี้ครับ (หัวเราะ)

โอเค ไม่ถามเรื่องนี้แล้ว เล่าขั้นตอนเวลาแต่งเพลงให้ฟังหน่อย

สำหรับภูมิไม่มีแพตเทิร์น ที่คุยกันอาจสังเกตได้ว่าภูมิเป็นคนที่ค่อนข้างมึน (หัวเราะ) บางทีแรงบันดาลใจมันมาเป็นเมโลดี้ บางทีมาเป็นคำร้อง บางทีมาเป็นมู้ด อย่าง Lover Boy เราแต่งจากมู้ดที่คิดถึงแสงแดด ฟีลแบบหาดทรายชิลล์ๆ จากนั้นพอได้องค์ประกอบองค์ใดองค์ประกอบหนึ่งมา ภูมิก็จะค่อยๆ คิดว่าคอนเซปต์เพลงเป็นยังไงแล้วฟอร์ม structure ออกมา

เราพอจะเข้าใจเรื่องการแต่งเพลงที่มีเมโลดี้หรือเนื้อร้องมาก่อน แต่มู้ดมาก่อนนี่เป็นยังไงนะ

นั่นนะสิครับ ภูมิก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไง แต่บางครั้งแค่รู้สึกได้ว่า vibe ที่เราอยากจะถ่ายทอดเป็นยังไง อย่าง Long Gone หรือ Lover Boy คืออยากให้ vibe มันชิลล์

ในฐานะที่ชอบดูหนังดูมิวสิกวิดีโอ เวลาแต่งเพลงภูมิเห็นวิชวลมาพร้อมกันเลยมั้ย

ภูมิเห็นวิชวลเป็นสีๆ อย่างตอนที่ทำ Lover Boy เห็นเป็นสีส้มๆ เหมือนพระอาทิตย์ตก เห็นตั้งแต่เรียงคอร์ดเลยว่าเพลงนี้ควรเป็นสีนี้ แล้วจากสีก็มาเป็นอารมณ์ ความรู้สึก แล้วก็ไปต่อเรื่อยๆ หรืออย่างตอนทำอัลบั้ม Manchild ภูมิเห็นเป็นสีเหลือง ซึ่งมัน ironic เพราะอัลบั้มนั้นมีเพลงเศร้าเยอะ แต่ก็อยากให้มันเป็นสีเหลือง อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าเพราะอะไร (หัวเราะ)

แล้วอัลบั้มใหม่นี้จะเป็นสีอะไร

ตอนนี้ภูมิเห็นเป็นภาพเกรเดียนต์ ข้างบนเป็นสีส้ม ไล่ลงมา ข้างล่างเป็นสีม่วง เพราะคอนเซปต์อัลบั้มคือ hazy sunshine ตอนเช้าที่มีหมอก เหมือนเราเพิ่งตื่นแล้วเบลอๆ กับ moonlight pop คือตอนที่เราตื่นเต็มที่แล้วออกไปแดนซ์ ออกไปเจอความรัก ออกไปเจอประสบการณ์ใหม่ๆ

การเติบโตที่นิวซีแลนด์มีผลต่อการแต่งเพลงมั้ย

อย่างยิ่ง ภูมิเชื่อว่าถ้าภูมิไม่ได้ไปโตที่นู่น ภูมิคงไม่ได้มาทางดนตรี เพราะเมืองเงียบมาก เราเองก็ว่างมาก เราโตมากับความน้อย เวลามีงานอดิเรกเลยได้ตั้งใจกับมันจริงๆ

การย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ทำให้เพลงของภูมิเปลี่ยนไปมั้ย

ภูมิว่าไม่เปลี่ยนนะ แต่พอเรามาอยู่ที่นี่ก็ได้เข้าใจดนตรีในแง่ธุรกิจมากขึ้น เข้าใจว่าตลาดเป็นยังไง เข้าใจว่าเพลงต้องมีคนฟัง คุณจะทำเพลงอาร์ตแค่ไหนก็ได้ แต่ต้องสื่อสารกับคนได้

ภูมิอยากสื่อสารอะไร

จริงๆ อัลบั้มชุดนี้เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าเราให้คนเป็น ช่วงปีที่แล้วภูมิผ่านอะไรบางอย่างที่ทำให้อยู่ดีๆ ก็ mature ขึ้นเยอะมาก เราถึงต้องหนีไปเที่ยว หนีไปมองโลกจากมุมอื่นๆ จะได้มองตัวเองเล็กลง ตอนนั้นภูมิถึงเริ่มเข้าใจว่า เราโชคดีขนาดไหนที่มีโอกาสมายืนตรงนี้ เราเลยอยากให้กลับไป ให้ความสุข ให้แอตทิจูดดีๆ หรือไม่ต้องคิดลึกขนาดนั้นก็ได้ แค่คุณมีโมเมนต์ที่นั่งชิลล์์ แบบชิลล์จริงๆ ได้ก็โอเคแล้ว

เราคุยกันไปตอนต้นว่าความฝันของภูมิเป็นจริงแล้ว ตอนนี้เริ่มฝันครั้งใหม่หรือยัง

ภูมิอยากร่วมงานกับศิลปินในดวงใจอย่าง Mac DeMarco แล้วต่อไปภูมิอยากไปเล่นเฟสติวัลในต่างประเทศ พวก Pitchfork Music Festival, Coachella, Laneway Festival อย่าง Laneway นี่เราอยากไปมากเพราะถ้าติดแล้วจะได้ตามไปทุกที่ที่เขาไป ทั้งสิงคโปร์ นิวซีแลนด์ อสสเตรเลีย แต่จริงๆ ตอนนี้ขอไปถึง Wonderfruit ก่อนก็พอ (หัวเราะ)

ภาพ ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์
วิดีโอครีเอเตอร์ อัครักษ์ ยิ้มสอาด
ขอบคุณสถานที่ Better Moon Cafe x Refill Station

กันต์กนิษฐ์ มิตรภักดี

บรรณาธิการเล่ม a day magazine ที่ตั้งใจทำงานหาเงินไปซื้อกระเป๋ามารีเมกโกะ

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพนิตยสาร a day ผู้ชอบกินอาหารที่ถ่าย

related post