หากจะมีใครสักคนที่ทำให้เด็กสาวรู้สึกดีไม่พอ ก็คงต้องโทษทุนนิยมนั่นแหละ

เรื่อง juli baker and summer

หากจะมีใครสักคนที่ทำให้เด็กสาวรู้สึกดีไม่พอ ก็คงต้องโทษทุนนิยมนั่นแหละ

ทุนนิยม

ทุนนิยม
ทุนนิยม
ทุนนิยม
ทุนนิยม
ทุนนิยม

ทุนนิยม

aday

เมื่อวานนี้ ฉันได้รับมอบหมายจาก curator ที่ญี่ปุ่นให้มาเขียน artist statement ใหม่ เพราะตัวตนและงานวาดของฉันได้เปลี่ยนไปจากเมื่อ 2 ปีที่แล้วเสียแล้ว เลยได้มีโอกาสย้อนกลับไปดูรูปวาดตัวเองเมื่อก่อน เหมือนได้กลับไปนั่งคุยกับอีกคนหนึ่งที่เป็นฉันเอง แต่ไม่ใช่ฉันคนนี้อีกแล้ว
ฉันเริ่มวาดรูปตั้งแต่เด็ก วาดเพราะทำแล้วมีความสุข บางครั้งก็สุขแบบสนุก แต่ส่วนใหญ่จะสุขแบบสงบมากกว่า รูปที่วาดส่วนใหญ่ตั้งแต่เด็กๆ คือรูปผู้หญิงแต่งตัวสวยๆ ถ้าตอนประถมคงเป็นรูปเจ้าหญิง พอช่วงมัธยมโตมาก็เป็นเสื้อผ้าตามแฟชั่นตามยุคสมัย จนแผลอคิดไปว่าอยากจะเป็น fashion designer
ตามหลักสูตรเด็กนักเรียนชนชั้นกลางในระบบโรงเรียนรัฐบาล เพื่อนๆ ในรุ่นเขาไปติวพิเศษกัน พ่อแม่จึงให้ฉันไปติววาดรูปเตรียมสอบเข้าคณะแฟชั่นกับเขาบ้าง รูปวาดจากเด็กผู้หญิงในชุดเจ้าหญิงค่อยๆ มีเอวคอด มีสะโพก ขายาวเก้งก้าง โพสท่าแบบในนิตยสาร แม้ในใจจะคิดว่ามนุษย์ที่ไหนจะมีรูปร่างแบบนี้ แต่​ ณ​ เวลานั้น สิ่งนี้คือมาตรฐานความถูกต้องสวยงามในวิชา figure
แม้จะพยายามวาดให้ผอมสูงอยู่สักพัก ฉันก็ไม่ค้นพบความงามหรือแม้กระทั่งความสมเหตุสมผลของสิ่งที่ออกแบบอยู่ บางครั้ง หุ่นนางแบบของฉันจึงดูอ้วนหรือเตี้ยกว่าของเพื่อนๆ ในชั้นเรียน เมื่อสอบติดเข้ามหาวิทยาลันในฝัน ณ ตอนนั้น ฉันพบว่าโลกของแฟชั่นไม่ใช่โลกที่ฉันจะอยากอยู่ หรือไม่ก็ตัวฉันเองที่เปลี่ยนไป และไม่สามารถทำงานในโลกของแฟชั่นได้ โชคดีที่รู้ตัวเร็วและปีนั้นได้ไปแลกเปลี่ยนที่อังกฤษเลยได้ลองวาดรูปในแบบที่ตัวเองอยากวาด ไม่ใช่แบบที่เขาทำกันมาหรือแบบที่ตลาดต้องการ ขายได้แน่นอน
ฉันเริ่มวาดสิ่งที่อยู่ตรงหน้า วาดคนที่เจอบนท้องถนน วาดภาพในจินตนาการ โดยไม่ต้องกังวลอีกต่อไปว่าจะเหมือนจริงหรือจะได้คะแนนจากครูเท่าไหร่ผู้หญิงที่ฉันวาดค่อยๆ มีเนื้อมีหนัง สวมใส่เสื้อผ้าในแบบที่ฉันมั่นใจว่าฉันอยากจะใส่ จำได้เลยว่าช่วงเวลานั้นเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ฉันนั่งวาดรูปอยู่ในห้องได้เป็นวันด้วยความรู้สึกสนุก
จนเรียนจบได้มาเป็นคนทำอาชีพวาดรูป โชคดีมีคนให้ไปแสดงงานตามที่ต่างๆ ขายงานได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ความกดดันน้อยลงกว่าตอนติวแฟชั่นเยอะเลย จนถึงตอนนี้ ผู้หญิงที่ฉันเคยวาดเปลี่ยนไปจากเดิมมากจนฉันมาตระหนักได้ว่าผู้หญิงเหล่านี้คือตัวตน ไม่ก็เป็นตัวแทนของความงามในช่วงอายุที่เติบโตขึ้นของฉันเองนั่นแหละ
หากย้อนกลับไปเจอกับตัวฉันเองในวัย 18 ที่อยากเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ผู้ทำทุกวิถีทางจนได้ไปนั่ง front row ในงาน Elle Fashion Week คนนั้นได้ ฉันก็คงเข้าไปกอดเธอแน่นๆ ด้วยความรักและคิดถึงสักหนึ่งทีแต่คงไม่พูดอะไรหรอก การเติบโตและเรียนรู้ของเด็กผู้หยิงคนนั้นนำมาซึ่งอิสรภาพในการมองเห็นความงามของตัวฉันในวันนั้นนี่นา หากจะต้องโทษใครสักคนที่ทำให้เด็กสาวทุกคนต้องรู้สึกดีไม่พอและไม่มั่นใจ ฉันก็คงต้องโทษเหล่านายทุนและระบบทุนนิยมนั่นแหละ
หญิงสาวทุกคนที่ฉันเคยวาดล้วนตกเป็นเหยื่อของทุนนิยมที่เป็นคนกำหนดมาตรฐานความงาม เสื้อผ้า บนเรือนร่างที่หรูหราและดูมิรสนิยม พรางให้ฉันในตอนนั้นมองไม่เห็นการกดขี่แรงงานที่อยู่เบื้องหลัง ขยี้ตาดูอีกที ตอนนี้ภาพลวงตาเหล่านั้นพร่ามัว แต่ร่างกายเปลือยเปล่าของหญิงสาวที่ฉันวาดชัดเจนขึ้นกว่าเดิมมาก

ขอบคุณเด็กผู้หญิงที่ชอบวาดรูปคนนั้น

รักและคิดถึง

Juli Baker

เมื่อวานนี้ ฉันได้รับมอบหมายจาก curator ที่ญี่ปุ่นให้มาเขียน artist statement ใหม่ เพราะตัวตนและงานวาดของฉันได้เปลี่ยนไปจากเมื่อ 2 ปีที่แล้วเสียแล้ว เลยได้มีโอกาสย้อนกลับไปดูรูปวาดตัวเองเมื่อก่อน เหมือนได้กลับไปนั่งคุยกับอีกคนหนึ่งที่เป็นฉันเอง แต่ไม่ใช่ฉันคนนี้อีกแล้ว
ฉันเริ่มวาดรูปตั้งแต่เด็ก วาดเพราะทำแล้วมีความสุข บางครั้งก็สุขแบบสนุก แต่ส่วนใหญ่จะสุขแบบสงบมากกว่า รูปที่วาดส่วนใหญ่ตั้งแต่เด็กๆ คือรูปผู้หญิงแต่งตัวสวยๆ ถ้าตอนประถมคงเป็นรูปเจ้าหญิง พอช่วงมัธยมโตมาก็เป็นเสื้อผ้าตามแฟชั่นตามยุคสมัย จนแผลอคิดไปว่าอยากจะเป็น fashion designer
ตามหลักสูตรเด็กนักเรียนชนชั้นกลางในระบบโรงเรียนรัฐบาล เพื่อนๆ ในรุ่นเขาไปติวพิเศษกัน พ่อแม่จึงให้ฉันไปติววาดรูปเตรียมสอบเข้าคณะแฟชั่นกับเขาบ้าง รูปวาดจากเด็กผู้หญิงในชุดเจ้าหญิงค่อยๆ มีเอวคอด มีสะโพก ขายาวเก้งก้าง โพสท่าแบบในนิตยสาร แม้ในใจจะคิดว่ามนุษย์ที่ไหนจะมีรูปร่างแบบนี้ แต่​ ณ​ เวลานั้น สิ่งนี้คือมาตรฐานความถูกต้องสวยงามในวิชา figure
แม้จะพยายามวาดให้ผอมสูงอยู่สักพัก ฉันก็ไม่ค้นพบความงามหรือแม้กระทั่งความสมเหตุสมผลของสิ่งที่ออกแบบอยู่ บางครั้ง หุ่นนางแบบของฉันจึงดูอ้วนหรือเตี้ยกว่าของเพื่อนๆ ในชั้นเรียน เมื่อสอบติดเข้ามหาวิทยาลันในฝัน ณ ตอนนั้น ฉันพบว่าโลกของแฟชั่นไม่ใช่โลกที่ฉันจะอยากอยู่ หรือไม่ก็ตัวฉันเองที่เปลี่ยนไป และไม่สามารถทำงานในโลกของแฟชั่นได้ โชคดีที่รู้ตัวเร็วและปีนั้นได้ไปแลกเปลี่ยนที่อังกฤษเลยได้ลองวาดรูปในแบบที่ตัวเองอยากวาด ไม่ใช่แบบที่เขาทำกันมาหรือแบบที่ตลาดต้องการ ขายได้แน่นอน
ฉันเริ่มวาดสิ่งที่อยู่ตรงหน้า วาดคนที่เจอบนท้องถนน วาดภาพในจินตนาการ โดยไม่ต้องกังวลอีกต่อไปว่าจะเหมือนจริงหรือจะได้คะแนนจากครูเท่าไหร่ผู้หญิงที่ฉันวาดค่อยๆ มีเนื้อมีหนัง สวมใส่เสื้อผ้าในแบบที่ฉันมั่นใจว่าฉันอยากจะใส่ จำได้เลยว่าช่วงเวลานั้นเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ฉันนั่งวาดรูปอยู่ในห้องได้เป็นวันด้วยความรู้สึกสนุก
จนเรียนจบได้มาเป็นคนทำอาชีพวาดรูป โชคดีมีคนให้ไปแสดงงานตามที่ต่างๆ ขายงานได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ความกดดันน้อยลงกว่าตอนติวแฟชั่นเยอะเลย จนถึงตอนนี้ ผู้หญิงที่ฉันเคยวาดเปลี่ยนไปจากเดิมมากจนฉันมาตระหนักได้ว่าผู้หญิงเหล่านี้คือตัวตน ไม่ก็เป็นตัวแทนของความงามในช่วงอายุที่เติบโตขึ้นของฉันเองนั่นแหละ
หากย้อนกลับไปเจอกับตัวฉันเองในวัย 18 ที่อยากเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ผู้ทำทุกวิถีทางจนได้ไปนั่ง front row ในงาน Elle Fashion Week คนนั้นได้ ฉันก็คงเข้าไปกอดเธอแน่นๆ ด้วยความรักและคิดถึงสักหนึ่งทีแต่คงไม่พูดอะไรหรอก การเติบโตและเรียนรู้ของเด็กผู้หยิงคนนั้นนำมาซึ่งอิสรภาพในการมองเห็นความงามของตัวฉันในวันนั้นนี่นา หากจะต้องโทษใครสักคนที่ทำให้เด็กสาวทุกคนต้องรู้สึกดีไม่พอและไม่มั่นใจ ฉันก็คงต้องโทษเหล่านายทุนและระบบทุนนิยมนั่นแหละ
หญิงสาวทุกคนที่ฉันเคยวาดล้วนตกเป็นเหยื่อของทุนนิยมที่เป็นคนกำหนดมาตรฐานความงาม เสื้อผ้า บนเรือนร่างที่หรูหราและดูมิรสนิยม พรางให้ฉันในตอนนั้นมองไม่เห็นการกดขี่แรงงานที่อยู่เบื้องหลัง ขยี้ตาดูอีกที ตอนนี้ภาพลวงตาเหล่านั้นพร่ามัว แต่ร่างกายเปลือยเปล่าของหญิงสาวที่ฉันวาดชัดเจนขึ้นกว่าเดิมมาก

การเป็นผู้หญิงในสังคมทุนนิยม ปิตาธิปไตย และมีผู้นำเผด็จการนั้นไม่ง่ายเลยนะ

ขอบคุณเด็กผู้หญิงที่ชอบวาดรูปคนนั้น

รักและคิดถึง

Juli Baker

เมื่อวานนี้ ฉันได้รับมอบหมายจาก curator ที่ญี่ปุ่นให้มาเขียน artist statement ใหม่ เพราะตัวตนและงานวาดของฉันได้เปลี่ยนไปจากเมื่อ 2 ปีที่แล้วเสียแล้ว เลยได้มีโอกาสย้อนกลับไปดูรูปวาดตัวเองเมื่อก่อน เหมือนได้กลับไปนั่งคุยกับอีกคนหนึ่งที่เป็นฉันเอง แต่ไม่ใช่ฉันคนนี้อีกแล้ว
ฉันเริ่มวาดรูปตั้งแต่เด็ก วาดเพราะทำแล้วมีความสุข บางครั้งก็สุขแบบสนุก แต่ส่วนใหญ่จะสุขแบบสงบมากกว่า รูปที่วาดส่วนใหญ่ตั้งแต่เด็กๆ คือรูปผู้หญิงแต่งตัวสวยๆ ถ้าตอนประถมคงเป็นรูปเจ้าหญิง พอช่วงมัธยมโตมาก็เป็นเสื้อผ้าตามแฟชั่นตามยุคสมัย จนแผลอคิดไปว่าอยากจะเป็น fashion designer
ตามหลักสูตรเด็กนักเรียนชนชั้นกลางในระบบโรงเรียนรัฐบาล เพื่อนๆ ในรุ่นเขาไปติวพิเศษกัน พ่อแม่จึงให้ฉันไปติววาดรูปเตรียมสอบเข้าคณะแฟชั่นกับเขาบ้าง รูปวาดจากเด็กผู้หญิงในชุดเจ้าหญิงค่อยๆ มีเอวคอด มีสะโพก ขายาวเก้งก้าง โพสท่าแบบในนิตยสาร แม้ในใจจะคิดว่ามนุษย์ที่ไหนจะมีรูปร่างแบบนี้ แต่​ ณ​ เวลานั้น สิ่งนี้คือมาตรฐานความถูกต้องสวยงามในวิชา figure
แม้จะพยายามวาดให้ผอมสูงอยู่สักพัก ฉันก็ไม่ค้นพบความงามหรือแม้กระทั่งความสมเหตุสมผลของสิ่งที่ออกแบบอยู่ บางครั้ง หุ่นนางแบบของฉันจึงดูอ้วนหรือเตี้ยกว่าของเพื่อนๆ ในชั้นเรียน เมื่อสอบติดเข้ามหาวิทยาลันในฝัน ณ ตอนนั้น ฉันพบว่าโลกของแฟชั่นไม่ใช่โลกที่ฉันจะอยากอยู่ หรือไม่ก็ตัวฉันเองที่เปลี่ยนไป และไม่สามารถทำงานในโลกของแฟชั่นได้ โชคดีที่รู้ตัวเร็วและปีนั้นได้ไปแลกเปลี่ยนที่อังกฤษเลยได้ลองวาดรูปในแบบที่ตัวเองอยากวาด ไม่ใช่แบบที่เขาทำกันมาหรือแบบที่ตลาดต้องการ ขายได้แน่นอน
ฉันเริ่มวาดสิ่งที่อยู่ตรงหน้า วาดคนที่เจอบนท้องถนน วาดภาพในจินตนาการ โดยไม่ต้องกังวลอีกต่อไปว่าจะเหมือนจริงหรือจะได้คะแนนจากครูเท่าไหร่ผู้หญิงที่ฉันวาดค่อยๆ มีเนื้อมีหนัง สวมใส่เสื้อผ้าในแบบที่ฉันมั่นใจว่าฉันอยากจะใส่ จำได้เลยว่าช่วงเวลานั้นเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ฉันนั่งวาดรูปอยู่ในห้องได้เป็นวันด้วยความรู้สึกสนุก
จนเรียนจบได้มาเป็นคนทำอาชีพวาดรูป โชคดีมีคนให้ไปแสดงงานตามที่ต่างๆ ขายงานได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ความกดดันน้อยลงกว่าตอนติวแฟชั่นเยอะเลย จนถึงตอนนี้ ผู้หญิงที่ฉันเคยวาดเปลี่ยนไปจากเดิมมากจนฉันมาตระหนักได้ว่าผู้หญิงเหล่านี้คือตัวตน ไม่ก็เป็นตัวแทนของความงามในช่วงอายุที่เติบโตขึ้นของฉันเองนั่นแหละ
หากย้อนกลับไปเจอกับตัวฉันเองในวัย 18 ที่อยากเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ผู้ทำทุกวิถีทางจนได้ไปนั่ง front row ในงาน Elle Fashion Week คนนั้นได้ ฉันก็คงเข้าไปกอดเธอแน่นๆ ด้วยความรักและคิดถึงสักหนึ่งทีแต่คงไม่พูดอะไรหรอก การเติบโตและเรียนรู้ของเด็กผู้หยิงคนนั้นนำมาซึ่งอิสรภาพในการมองเห็นความงามของตัวฉันในวันนั้นนี่นา หากจะต้องโทษใครสักคนที่ทำให้เด็กสาวทุกคนต้องรู้สึกดีไม่พอและไม่มั่นใจ ฉันก็คงต้องโทษเหล่านายทุนและระบบทุนนิยมนั่นแหละ
หญิงสาวทุกคนที่ฉันเคยวาดล้วนตกเป็นเหยื่อของทุนนิยมที่เป็นคนกำหนดมาตรฐานความงาม เสื้อผ้า บนเรือนร่างที่หรูหราและดูมิรสนิยม พรางให้ฉันในตอนนั้นมองไม่เห็นการกดขี่แรงงานที่อยู่เบื้องหลัง ขยี้ตาดูอีกที ตอนนี้ภาพลวงตาเหล่านั้นพร่ามัว แต่ร่างกายเปลือยเปล่าของหญิงสาวที่ฉันวาดชัดเจนขึ้นกว่าเดิมมาก

การเป็นผู้หญิงในสังคมทุนนิยม ปิตาธิปไตย และมีผู้นำเผด็จการนั้นไม่ง่ายเลยนะ

ขอบคุณเด็กผู้หญิงที่ชอบวาดรูปคนนั้น

รักและคิดถึง

Juli Baker

จนเรียนจบได้มาเป็นคนทำอาชีพวาดรูป โชคดีมีคนให้ไปแสดงงานตามที่ต่างๆ ขายงานได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ความกดดันน้อยลงกว่าตอนติวแฟชั่นเยอะเลย จนถึงตอนนี้ ผู้หญิงที่ฉันเคยวาดเปลี่ยนไปจากเดิมมากจนฉันมาตระหนักได้ว่าผู้หญิงเหล่านี้คือตัวตน ไม่ก็เป็นตัวแทนของความงามในช่วงอายุที่เติบโตขึ้นของฉันเองนั่นแหละ
หากย้อนกลับไปเจอกับตัวฉันเองในวัย 18 ที่อยากเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ผู้ทำทุกวิถีทางจนได้ไปนั่ง front row ในงาน Elle Fashion Week คนนั้นได้ ฉันก็คงเข้าไปกอดเธอแน่นๆ ด้วยความรักและคิดถึงสักหนึ่งทีแต่คงไม่พูดอะไรหรอก การเติบโตและเรียนรู้ของเด็กผู้หยิงคนนั้นนำมาซึ่งอิสรภาพในการมองเห็นความงามของตัวฉันในวันนั้นนี่นา หากจะต้องโทษใครสักคนที่ทำให้เด็กสาวทุกคนต้องรู้สึกดีไม่พอและไม่มั่นใจ ฉันก็คงต้องโทษเหล่านายทุนและระบบทุนนิยมนั่นแหละ

AUTHOR