06

Reese Witherspoon และการก่อตั้ง Pacific Standard บริษัทโปรดักชันหนังที่เล่าเรื่องผู้หญิงโดยเฉพาะ

1

“เหมือน Elle Woods—ฉันไม่ชอบโดนดูถูก”

Reese Witherspoon กล่าวในสุนทรพจน์เนื่องในโอกาสขึ้นรับรางวัล Woman of the Year ประจำปี 2558 ซึ่งจัดโดยนิตยสาร Glamour

หากคุณไม่เข้าใจประโยคข้างต้น เราขอย้อนความให้สักนิด

หลังจากเข้าวงการบันเทิงมาตั้งแต่อายุ 14 ปี รีส วิทเทอร์สปูนเพิ่งมาดังเปรี้ยงปร้างจากภาพยนตร์เรื่อง Legally Blonde (2001) ซึ่งเธอสวมบทเป็นแอลล์ วูดส์ นักศึกษาด้านแฟชั่นมาร์เก็ตติ้งผู้ถูกแฟนทิ้งด้วยเหตุผลที่ว่าเธอสวยใสไร้สมองเกินไปสำหรับนักเรียนกฎหมายอย่างเขา

แต่แอลล์ วูดส์ไม่ชอบโดนดูถูก เธอลุกขึ้นมาพิสูจน์ตัวเอง โดยตั้งใจอ่านหนังสือจนสอบเข้า Harvard Law School อันทรงเกียรติได้สำเร็จ ได้รับเลือกให้ฝึกงานกับบริษัทกฎหมายชื่อดัง ทั้งยังไขคดีฆาตกรรมปริศนาได้ด้วยความรู้เรื่องความสวยความงาม—ความรู้ที่แฟนเก่าเธอปรามาสว่าด้อยค่าเกินไปสำหรับเขานั่นแหละ

2

“คุณเคยเจอผู้หญิงที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากแต่ไม่รู้ว่าควรทำอะไรไหม”

รีสถามผู้ชมที่เป็นสักขีพยานในการรับรางวัลของเธอ ทั้งที่เธอก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว และแขกรับเชิญในงานวันนั้นต่างก็เห็นชัดเจนว่า รีสเป็นตัวอย่างชั้นเยี่ยมของผู้หญิงที่รู้ว่าควรทำอะไรในสถานการณ์ลำบาก เพราะหลังจากเดินสายพูดคุยเรื่องความเป็นไปได้ในการร่วมงานกับบรรดาค่ายหนังในฮอลลีวูด รีสในวัย 30 ปลายๆ ค้นพบว่า มีเพียงค่ายเดียวเท่านั้นที่วางแผนจะสร้างหนังเกี่ยวกับผู้หญิงอายุมากกว่า 30 ปี

คุณพอนึกภาพออกไหมว่า นอกจากนักแสดงมากฝีมือจะตระหนักว่าตัวเองเข้าใกล้คำว่าตกงานเต็มทีแล้ว เธอยังตระหนักด้วยว่าที่ยืนของผู้หญิงในฮอลลีวูดนั้นช่างคับแคบเหลือเกิน

รีสไม่ได้คิดไปเอง หรือเป็นเพียงคำกล่าวลอยๆ ของเฟมินิสต์สายแรดิเคิล เพราะ The Pudding เจอร์นัลออนไลน์ที่มุ่งเน้นงานสายข้อมูล (data-driven journalism) ได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากบทภาพยนตร์กว่า 2,000 เรื่อง แล้วพบว่า มีภาพยนตร์เพียง 22 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ตัวละครหญิงมีบทพูดมากกว่าผู้ชาย และเมื่อศึกษาแยกตามช่วงอายุก็พบว่า เมื่ออายุมากขึ้น ตัวละครหญิงจะมีบทพูดน้อยลง ในขณะที่ตัวละครชายจะมีบทพูดเพิ่มขึ้น

หากมองลึกลงไปกว่านั้นอีก การที่ค่ายหนังไม่สร้างหนังเกี่ยวกับผู้หญิงยังสะท้อนให้เห็นมุมมองของนักการตลาดที่ว่า กลุ่มคนดูผู้หญิงนั้นไม่ทำเงิน (หรือไม่ทำเงินเป็นกอบเป็นกำเท่ากลุ่มอื่นๆ) ซึ่งรีสเห็นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

3

“ถ้าลูกอยากทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ ลูกรัก ลูกต้องทำด้วยตัวเอง”

ในสุนทรพจน์เดียวกันนั้น รีสหยิบยกคำพูดของแม่เธอมาเล่าด้วยรอยยิ้ม ทัศนคติแบบ ‘ฉันทำได้’ ที่ตกทอดมาจากแม่นี่เองที่ทำให้นักแสดงผู้คร่ำหวอดในวงการตัดสินใจจับมือกับโปรดิวเซอร์ Bruna Papandrea เพื่อก่อตั้ง Pacific Standard บริษัทโปรดักชันสุดนิชที่มุ่งมั่นสร้างหนังเกี่ยวกับผู้หญิงโดยเฉพาะ—ผู้หญิงที่กล้าหาญ ผู้หญิงที่แหวกขนบสังคม ผู้หญิงที่มีความซับซ้อนตามแบบที่มนุษย์จริงๆ เป็น

อันที่จริงรีสเคยมีประสบการณ์การโปรดิวซ์หนังอยู่บ้างจาก Type A Films บริษัทโปรดักชันที่โปรดิวซ์ Legally Blonde หนังสร้างชื่อของเธอนั่นแหละ แต่หนังเรื่องต่อๆ มาของบริษัทไม่ประสบความสำเร็จมากนัก บวกกับในตอนนั้นนักแสดงสาวกำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่ใครๆ ก็ต้องการให้ไปปรากฏตัวในหนังของตน การงานส่วนของบริษัทจึงถูกหยุดพักไว้ชั่วคราว

ตัดภาพมาปัจจุบัน หลังจากหนังอีกหลายสิบเรื่อง หนึ่งรางวัลออสการ์ และลูกอีกสามคน รีสเก็บตัวเงียบอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเริ่มส่งสัญญาณถึงการกลับมาของตัวเอง ด้วยการประกาศออกไปว่า Pacific Standard กำลังมองหาวัตถุดิบในการสร้างหนังอยู่ แต่มีข้อแม้ว่า วัตถุดิบนั้นต้องเล่าเรื่องผู้หญิง และผู้หญิงต้องเป็นคนเล่าเรื่องนั้นด้วยตัวเอง

สองเรื่องแรกที่มีคุณสมบัติตรงตามนั้นทุกประการก็คือ Gone Girl และ Wild

4

“ภาพยนตร์ที่มีตัวเอกเป็นผู้หญิงไม่ใช่โปรเจกต์เพื่อสังคม แต่มันเป็นสินค้าที่ทำเงินได้มหาศาล”

ประโยคนี้ของรีสได้การตอบรับเป็นเสียงชื่นชมจากแขกในงาน เพราะเธอพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง โปรเจกต์หนังเรื่องแรกของ Pacific Standard อย่าง Gone Girl (2014) ทำรายได้รวมทั่วโลกสูงถึง 369.3 ล้านเหรียญสหรัฐ และได้ยืนโรงฉายนานถึง 21 สัปดาห์ นอกจากนี้นักแสดงนำอย่าง Rosamund Pike ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมอีกด้วย

ส่วนภาพยนตร์เรื่องที่สองซึ่งเข้าโรงในเวลาไล่เลี่ยกันอย่าง Wild (2014) แม้จะทำรายได้รวมไม่มากเท่าเรื่องแรก คืออยู่ที่ 52.5 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ก็มีนักแสดงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ถึง 2 คน ได้แก่ตัวรีสเองในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และ Laura Dern ในสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม

แน่นอนว่าการตัดสินว่าหนังเรื่องหนึ่งดีหรือไม่ดีมีหลายปัจจัยเกี่ยวข้องมากกว่าชื่อเสียงและเงินทอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเลขหลายหลักและโอกาสเข้าชิงรางวัลเก่าแก่เป็นปัจจัยที่เข้าใจง่ายและเป็นสากลที่สุด ซึ่งรีสและ Pacific Standard ก็ได้พิสูจน์ให้คนในแวดวงฮอลลีวูดและสาธารณชนทั่วไปได้เห็นแล้วว่า ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องผู้หญิงโดยผู้หญิงนั้นขายได้ และขายได้ดีเสียด้วย

5

“ฉันอยากให้ลูกสาวของฉันได้ดูหนังที่มีผู้หญิงเป็นตัวเอกและเล่าเรื่องชีวิตผู้หญิง” รีสให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Variety

เพราะสำหรับเธอ สิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าโอกาสในการแสดงหนังอีกครั้งในวัยเฉียด 40 และโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับตัวเอง คือการตั้งตัวเป็นพื้นที่อันเปิดกว้างและเครื่องขยายเสียงให้กับผู้หญิงทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงสาวที่จะเติบโตมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคม เพราะภาพยนตร์เป็นสื่อหนึ่งที่ช่วยแสดงภาพผู้หญิงแบบต่างๆ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เมียที่ดี แม่ที่ดี หรือลูกที่ดี อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนความทะเยอทะยานและความใฝ่ฝันอันหลากหลายของพวกเธอ ผ่านการบอกเล่าเรื่องราวของผู้หญิงที่ทำอะไรเจ๋งๆ จากทั่วทุกมุมโลก

“ตอนนี้ฉันมีโปรเจกต์ราวๆ 23 ชิ้นอยู่ในมือ ซึ่งเรื่องเล่าทั้งหมดนี้มีตัวละครเอกเป็นผู้หญิงหลายช่วงวัยและหลากเชื้อชาติ มีทั้งหนังเกี่ยวกับนักบินอวกาศ หนังเกี่ยวกับนักธุรกิจที่คิดค้นตุ๊กตาบาร์บี้ และหนังเกี่ยวกับหญิงอเมริกันผู้กล้าหาญที่ไปรับใช้ชาติที่อัฟกานิสถาน” นักแสดงผู้ผันตัวมาเป็นโปรดิวเซอร์เล่า

6

ในตอนต้นของสุนทรพจน์วันนั้น รีสถามผู้ชม (และถามเราซึ่งได้ดูคลิปย้อนหลังด้วย) ว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราสนับสนุนให้ผู้หญิงทะเยอทะยานกว่านี้”

เธอไม่ตอบในทันที แต่คำถามและสุนทรพจน์ของเธอชวนให้เรานึกถึงผู้หญิงที่ทะเยอทะยานอย่างแอลล์ วูดส์ ผู้หญิงที่ซับซ้อนอย่างเอมี่ ดันน์ (Gone Girl) ผู้หญิงที่กล้าหาญอย่างเชอริล (Wild) รวมทั้งผู้หญิงคนอื่นๆ ที่เราเคยได้ยินเรื่องราวผ่านหูผ่านตามา

ไม่ว่าคำตอบของคุณและเราจะเป็นอย่างไร รีสมีคำตอบของตัวเองแล้ว

“ถ้าเราสนับสนุนให้ผู้หญิงทะเยอทะยานกว่านี้ ฉันคิดว่าโลกจะเปลี่ยนไปมากเลยล่ะ”

อ้างอิง

cnbc.com

glamour.com,glamour.com

theguardian.com,theguardian.com,theguardian.com

variety.com,variety.com

กันต์กนิษฐ์ มิตรภักดี

นักเขียนฟรีแลนซ์ที่ตั้งใจทำงานหาเงินไปซื้อกระเป๋ามารีเมกโกะ