02

Unilever House : กรีนออฟฟิศสุดเจ๋งที่คนรุ่นใหม่ต้องหลงรัก

ใครเดินทางผ่านย่านพระรามเก้า คงเคยเห็นอาคารดีไซน์สวยแปลกตาที่ข้างหน้าแปะตัวอักษรไว้ว่า Unilever House อาคารนี้เป็นบ้านใหม่ของบริษัทยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัดซึ่งถูกออกแบบมาอย่างดีเพื่อให้เป็นบ้านหลังใหม่ที่ตอบโจทย์บริษัทที่สุด

เวลาประมาณบ่ายสองโมง เราผลักประตูเดินเข้าไปในตึก Unilever House ขึ้นลิฟต์ไปยังส่วนออฟฟิศด้านบน แล้วเริ่มต้นพูดคุยกับพี่จุ๋ม-สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหารของยูนิลีเวอร์ เกี่ยวกับเรื่องราวของออฟฟิศแห่งนี้ อธิบายแบบเข้าใจง่าย Unilever House เกิดขึ้นจากแนวคิดรากฐานสองอย่างคือ วิสัยทัศน์ของบริษัทที่อยากทำธุรกิจไปบนเป้าหมายการมีชีวิตแบบยั่งยืน ไม่ทำลายโลก อีกอย่างคือทางบริษัทเองไม่ได้อยากย้ายบ้านบ่อยๆ ดังนั้น บ้านหลังนี้เลยถูกวางเป็นออฟฟิศแห่งอนาคต ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์พนักงานรุ่นใหม่เจนวาย เจนแซดผู้ชอบวิธีการทำงานแบบยืดหยุ่น ทันสมัย ทุกอย่างจัดการได้เสร็จสรรพบนออนไลน์

จากแนวคิดหลักสองข้อด้านบนถูกนำมาถ่ายทอดสู่คอนเซปต์การดีไซน์ ขอเริ่มด้วยสิ่งที่ถูกใจเด็กเจนวายอย่างเราก่อน นั่นคือคอนเซปต์ Agile หรือความคล่องตัว เมื่อลองเดินสำรวจไปตามชั้นต่างๆ เราได้เห็นพื้นที่น่านั่งทำงานกระจายอยู่ทั่ว เพราะพนักงานที่นี่ไม่ต้องนั่งติดโต๊ะตัวเดิมในแผนกตลอดเวลา (ยกเว้นบางตำแหน่งที่ยังจำเป็นต้องมีโต๊ะประจำ เช่น ฝ่ายบัญชีและชาวเลขา) วันนี้อยากนั่งคาเฟ่ก็ไป เบื่อก็ย้ายไปที่อื่น โดยเน้นทำงานกับทีมแบบ paperless ผ่านช่องทางออนไลน์ในโน๊ตบุ๊กและมือถือที่บริษัทจัดหามาให้เรียบร้อยโรงเรียนยูนิลีเวอร์ พื้นที่นั่งทำงานยังเน้นให้คนหันมองออกไปข้างนอกเพื่อกระตุ้นต่อมครีเอทีฟและเตือนว่าโลกข้างนอกเคลื่อนไหวตลอดเวลา ไม่รีบคิดใหม่ทำใหม่ระวังจะโดนความเปลี่ยนแปลงน็อกเอา นอกจากนี้ พื้นที่ในตึกยังถูกดีไซน์ให้มีความยืดหยุ่นสูง เช่น Town Hall หรือโถงใหญ่ตรงกลางออฟฟิศก็เป็นได้ตั้งแต่ที่รับแขกยันการจัดอีเวนต์ เพื่อให้ทุกอย่างคล่องตัว ปรับเปลี่ยนตามโจทย์ที่ต้องการได้ตลอด

ไม่ใช่แค่พื้นที่ยืดหยุ่น น่านั่งทำงานไปหมด ความดีงามของตึกนี้ยังอยู่ที่คอนเซปต์ Green หรือการออกแบบให้บ้านของชาวยูนิลิเวอร์เป็นบ้านที่ยั่งยืน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

“เราพยายามจะดีไซน์ Unilever House ให้กรีนที่สุดในหลายด้าน อย่างแรกคือสเปซที่นี่น้อยกว่าที่เก่าประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ แต่จุคนได้มากกว่าเดิม เรามีทางเดินกว้างขึ้น ห้องประชุมเยอะขึ้น นี่คือพลังของงานดีไซน์” พี่จุ๋มเล่า แล้วอธิบายต่อว่าอาคารนี้สร้างโดยใช้วัสดุที่ไม่มีเศษเหลือทิ้ง และ 20% ของวัสดุที่ใช้นำกลับมาใช้ได้ แนวคิดความกรีนนี้ยังขยายไปถึงการเลือกเฟอร์นิเจอร์ พี่จุ๋มบอกว่าโต๊ะทำงานไม้สวยๆ ที่เราเห็นอยู่ทำจากไม้ไผ่ที่เป็นพืชล้มลุกแทนไม้เนื้อแข็งเติบโตช้า รวมถึงเป็นวัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้

ยังไม่หมดแค่นั้น Unilever House ยังโดดเด่นเรื่องประหยัดพลังงาน หลังคาอาคารถูกออกแบบให้เก็บน้ำฝนได้เพื่อนำมาใช้ในโอกาสต่างๆ เช่น รดน้ำต้นไม้ มีการติดตั้งก็อกน้ำที่ประหยัดน้ำและนำน้ำบางส่วนมารีไซเคิลใช้ใหม่ ส่วนเรื่องการประหยัดไฟ ตึกนี้ใช้สีสว่างเพื่อลดการใช้พลังงาน กระจกรอบตัวตึกก็เป็นกระจกหนาพิเศษที่ช่วยป้องกันความร้อนแต่เก็บแสงธรรมชาติ ช่วยให้ไม่เปลืองแอร์เปลืองไฟในคราวเดียวกัน (เย็นดีและสว่างมาก-เราขอยืนยัน) สิริรวมแล้ว ออฟฟิศใหม่นี้ลดการใช้น้ำไป 49 % และลดการใช้ไฟไป 30 % เมื่อเทียบกับที่เก่า นี่ยังไม่นับการเลือกทำเลที่ตั้งให้อยู่ใกล้ขนส่งมวลชนแสนสะดวกอย่างรถไฟฟ้าใต้ดิน และมีการจัด No Car Day ที่ห้ามทุกคนขับรถส่วนตัวมาทำงาน ถึงเป็นผู้บริหารระดับสูงก็ไม่มีข้อยกเว้น

หลังจากนั้น พี่จุ๋มก็ชี้ให้เราดูที่ล้ำๆ อย่างห้องประชุมแบบลอยตัว ซึ่งเป็นตัวอย่างอีกคอนเซปต์ของการดีไซน์นั่นคือ Modern หรือความทันสมัย ห้องนี้เป็นแหล่งจุดประกายความครีเอทีฟของพนักงาน ภายในห้องตกแต่งด้วยดีไซน์เด่นๆ ของแต่ละภาค เพื่อเตือนชาวยูนิลีเวอร์ว่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่ประเทศไทย ให้ทำงานโดยคิดถึงผู้บริโภคที่อยู่ทั่วประเทศ นอกจากนี้ Unilever House ยังออกแบบโดยคิดถึง Connectivity หรือการเชื่อมต่อ เราเลยเดินดูออฟฟิศแห่งนี้ด้วยการขึ้นลงบันไดกว้างที่เชื่อมแต่ละชั้นเข้าด้วยกัน ซึ่งทำให้เดินสบาย ดีต่อสุขภาพ แถมยังช่วยลดปริมาณการใช้ลิฟต์ไปในตัว และในส่วนพื้นที่ทำงานที่พี่จุ๋มให้เราแอบเดินไปดูเป็นกรณีพิเศษก็มีหน้าตาเป็นห้องทำงานกว้างโล่ง เพราะผู้บริหารที่นี่จะนั่งรวมกับพนักงานคนอื่นๆ ไม่มีการแยกห้องส่วนตัวตัดขาดจากทีม

ทั้งหมดนี้รวมกันกลายเป็น Unilever House ออฟฟิศสวยที่เป็นมิตรกับโลกและเป็นมิตรกับพนักงานโดยเฉพาะเหล่าเด็กรุ่นใหม่อย่างเราที่อาจมีความต้องการต่างไปจากผู้ใหญ่รุ่นก่อน

“การสร้างออฟฟิศไม่ใช่แค่การสร้างอาคาร แต่เป็นส่วนหนึ่งในการทำวิสัยทัศน์ของบริษัทให้มีชีวิต พอย้ายมาบ้านหลังใหม่หลังนี้ เรารู้เลยว่าพนักงานมีความสุขขึ้น ที่จริงแล้ว ไม่มีคำตอบหรอกว่าออฟฟิศแบบไหนดีที่สุด ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรของคุณมีวัฒนธรรมองค์กรอย่างไร การทำงานเป็นอย่างไร ต้องการเป็นองค์กรแบบไหน แล้วใช้ดีไซน์มาตอบโจทย์นั้น” พี่จุ๋มทิ้งท้ายกับเราด้วยรอยยิ้ม

Unilever House ออกแบบโครงสร้างอาคารโดย AECOM ตกแต่งภายในโดย IA49

ภาพ: Unilever Thailand และ ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ

ธารริน อดุลยานนท์

ชอบแมว ชอบกินแซลมอน ชอบอ่านและชอบเขียนหนังสือด้วย

ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ

ช่างภาพนิตยสาร a day ที่เพิ่งมีพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มใหม่ชื่อ view • finder ออกไปเจอบอลติก ซื้อสิ ไปซื้อ เฮ่!

related post