138

Bibury : เดินเล่นในหมู่บ้านยุคกลางที่ถูกถ่ายรูปมากที่สุดในอังกฤษ

เมื่อพูดถึงสถานที่ที่ทุกคนคุ้นเคยที่สุดผ่านรูปถ่ายในอังกฤษ คงหนีไม่พ้นอาคารรัฐสภาและหอนาฬิกาบิ๊กเบน ซึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมาก็ได้รับตำแหน่งอันดับ 2 ของสถานที่ที่ถูกถ่ายภาพมากที่สุดในโลก (แชมป์เป็นของหอไอเฟลที่กรุงปารีส) แต่ถ้านึกถึงหมู่บ้านชนบทอังกฤษแท้ๆ แล้ว ภาพบ้านสไตล์กระท่อมหินสีน้ำตาลอ่อนหลังคาสูงเรียงตัวกันเป็นแถวกลับผุดขึ้นมาในใจเรา

เรารู้จัก Bibury ในฐานะ “หมู่บ้านขนมปังขิง” ในย่านชนบทของอังกฤษ และเมื่อค้นหาดูในอินเทอร์เน็ตก็เจอแต่ภาพที่สวยราวกับหลุดออกมาจากนิทานเด็ก เมื่อเรามีโอกาสได้ไปเที่ยวประเทศอังกฤษ แน่นอนว่า Bibury เป็นหนึ่งในปลายทางของเรา และทำให้เราเลือกเดินทางในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เพราะอยากเห็นใบไม้เปลี่ยนสีล้อไปกับแนวกระท่อมโบราณหลังคาสูงเหล่านี้นั่นเอง ซึ่ง Bibury ในฤดูใบไม้ร่วงก็สวยจริงเมื่อสัมผัสด้วยสองตา ไม่ต่างจากภาพที่เราเคยเห็นจากรูปถ่ายของคนอื่นเลย

Bibury เป็นชื่อของหมู่บ้านเล็กๆ ส่วนหนึ่งของ Cotswolds AONB (Area of Outstanding Natural Beauty) ในเขต Gloucesterchire ห่างจากลอนดอนมาทางตะวันตกประมาณ 80 ไมล์ ในเขต Cotswolds มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง โดยเฉพาะอาคารบ้านเรือนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ถูกรักษาไว้มากมาย หากใครอยากสัมผัสชนบทอังกฤษแท้ๆ และขับรถมาเที่ยวก็ควรเก็บให้หมดทั้งแถบ แต่เนื่องจากเราไม่ได้ขับรถและมีเวลาไม่มาก จึงเลือกมาที่ Bibury โดยเฉพาะ

แลนด์มาร์กสำคัญของ Bibury คือ Arlington Row กลุ่มกระท่อมหินที่เรียงตัวกันเป็นแถวซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นกลุ่มบ้านที่ถูกถ่ายภาพมากที่สุดในอังกฤษ สร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1380 และใช้เป็นโรงเก็บขนสัตว์ ก่อนจะกลายเป็นที่พักสำหรับกลุ่มผู้ทอผ้าในศตวรรษที่ 17 ที่นี่เป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมแถบชนบทในช่วงยุคกลางของอังกฤษ ปัจจุบันได้รับการคุ้มครองในฐานะมรดกของชาติที่มีความสำคัญทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ และเป็นสถานที่ที่ได้รับเลือกให้อยู่ในปกด้านในของพาสปอร์ตสหราชอาณาจักรทุกเล่มด้วย! นอกจากนี้ก็ยังปรากฏในภาพยนตร์ดังๆ หลายเรื่อง เช่น Bridget Jones's Diary และ Stardust ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังทั้งสำหรับคนอังกฤษเองและชาวต่างชาติอย่างเราเลยทีเดียว

Bibury ไม่มีรถไฟเข้าถึง เราจึงต้องลงที่สถานีใกล้ที่สุดคือ Kemble แล้วต่อแท็กซี่มา ซึ่งใช้เวลาประมาณ 20 นาที เมื่อมาถึง นอกจากจะตื่นตาตื่นใจกับ Arlington Row แล้ว ต้องบอกเลยว่าแลนด์สเคปรวมๆ ทั้งหมดของ Bibury ก็สวยงามและดีต่อใจมาก! ในห้อมล้อมของต้นไม้ใหญ่ที่ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี มีบ้านโบราณหลังน้อยใหญ่เรียงตัวกันอยู่บนถนนเส้นเล็ก และยังมี River Coln แม่น้ำสายเล็กไหลเอื่อยผ่านกลางหมู่บ้านขนาบไปกับถนน ในแม่น้ำมีนกน้ำและเป็ดแสนเชื่องที่อยู่กันอย่างธรรมชาติ ถ้าเดินข้ามสะพานไม้ที่พาดผ่านแม่น้ำเราก็จะได้เจอกับ Arlington Row อันโด่งดัง ทัศนียภาพทั้งหมดที่เห็นไม่ว่าจะมุมไหนก็ดูเหมือนหลุดมาจากภาพวาดสีน้ำมันที่ชวนให้อยากนั่งอ่านบทกวีดีๆ สักเรื่อง

Bibury เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่เดินเที่ยวแป๊บเดียวก็ทั่ว เราจึงเดินทอดน่องไปตามถนนที่ขนาบข้างแม่น้ำนี้ และพบว่าปลายทางคือโรงเรียนและโบสถ์ St. Mary’s Church อันเงียบสงบ ซึ่งความน่าสนใจก็ไม่พ้นความงามทางสถาปัตยกรรมยุคกลาง และ Saxon Gravestone ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในสิ่งปลูกสร้างที่เก่าแก่ที่สุดในหมู่บ้านที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินมาไม่ถึง แต่เราดีใจที่เดินไปถึง :)

ตลอดทางทั้งขาไปและขากลับยังมีกระท่อมหินแสนสวยที่หลายหลังเปิดเป็นที่พัก B&B ให้กับนักท่องเที่ยว มีร้านชากาแฟเล็กๆ ร้านของฝาก และร้านรับส่งไปรษณีย์ แค่เดินผ่านบ้านเหล่านี้ คอยสำรวจตามหน้าต่างและพบว่ายังเป็นบ้านที่มีคนอยู่จริงๆ เราก็ตื่นเต้นเหมือนได้เดินเข้าไปสำรวจชีวิตในหนังสือนิทานแล้ว

อีกหนึ่งจุดที่นักท่องเที่ยวทุกคนที่ไป Bibury คงได้แวะไปกัน คือฟาร์มปลาเทราต์อันเลื่องชื่อ ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินเข้าไปชมปลากันได้ถึงบ่อ ด้านหน้ามีร้านของฝากและครัวที่ปรุงเมนูอร่อยจากปลาเทราต์ให้ชิมกันสดๆ ยามบ่ายมีแดดออกและเงียบสงบ ต้นไม้ใบหญ้าพากันสะท้อนแสงแดดในขณะที่ค่อยๆ เปลี่ยนสีตามฤดูกาล หากไม่รีบไปไหน ที่นี่มีโต๊ะและม้านั่งให้นั่งพัก ซึมซับความสวยงามของธรรมชาติรอบตัวได้ดีทีเดียว

ทริปนี้เราเลือกพักที่ Airbnb ที่อยู่ห่างออกไปจากหมู่บ้านพอสมควร เราจึงต้องแบกเป้เดินขึ้นเขาไปราว 30 นาที เพราะที่นี่เป็นหมู่บ้านเล็กที่มีเพียงรถบัสวิ่งผ่านถนนเส้นหลักอย่างเป็นเวลา หากจะเรียกแท็กซี่ก็ต้องโทรตามและราคาค่อนข้างแพง แต่ 30 นาทีที่ได้เดินขึ้นเขากลับเป็นช่วงเวลาที่ดีมากสำหรับเรา เพราะเมื่อพ้นมาจากหมู่บ้านซึ่งเป็น tourist attraction แล้ว เราจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตชนบทจริงๆ ของคนอังกฤษ ได้เห็นบ้านของเกษตรกร ทุ่งหญ้าที่เลี้ยงแกะ ฟาร์มสีทองที่รอการเพาะปลูก บ้านหรูบนเนินที่มีประตูเหล็กดัดสีดำบานใหญ่ ได้เดินลัดเลาะผ่านต้นไม้และบ้านเรือนที่เต็มไปด้วยวิถีชีวิตของคนท้องที่ และที่รอเราอยู่บนเนินเขาคือบ้านพัก Airbnb แสนสวยที่หันหน้าเข้าหาทุ่งสีทอง มีต้นแอปเปิลลูกดกและต้นสนพุ่มใหญ่รอต้อนรับเราอยู่

ความสวยงามและเงียบสงบของ Bibury นั้นเรียบง่าย แต่ยากจะลืม ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เราได้เดินเล่นในหมู่บ้านที่แทบไม่มีไฮไลต์อะไรน่าตื่นเต้น กลายเป็นความทรงจำที่ดีมากๆ การได้เดินขึ้นเขาไปนอนบ้านที่ Airbnb ก็ดียิ่งกว่า (เหมือนได้ไปพักบ้านเพื่อนรวยๆ ในชนบทอังกฤษ ทานมื้อเช้าเต็มโต๊ะแบบส่วนตัวข้างหน้าต่างบานใหญ่ที่มองออกไปเห็นทุ่งสีทอง มีเตาผิงใหญ่อยู่ข้างๆ ห้องพักเห็นวิวเหนือเนินเขาและเห็นป่าสน) ระหว่างทางแค่ได้เดินมองต้นไม้สูงใหญ่เปลี่ยนสีใบล้อแสงแดด ดูแกะกินหญ้าในทุ่ง ดูปลาเทราต์ว่ายอยู่ในน้ำเย็นเฉียบ ดูเป็ดไซ้ขนตัวเองอยู่บนผิวน้ำ ดูกระท่อมหินตั้งตระหง่านลดหลั่นเรียงกันบนไหล่เขา ดูฟ้าเปลี่ยนสีเหนือป่าสนและทุ่งสีทองท่ามกลางอากาศเย็นๆ ในเดือนตุลาคมก็เติมเต็มชีวิตที่เหนื่อยล้าจากความเร่งรีบและภาระหน้าที่ที่ต้องทำอยู่เป็นประจำได้อย่างดี และยังเป็นประสบการณ์สัมผัส 'ชนบทอังกฤษ' ที่ 'ถึง' จริงๆ มากกว่าแค่แวะชมตามสถานที่ท่องเที่ยวอีกด้วย

แม้ว่า Bibury จะติดอันดับสถานที่ที่ถูกถ่ายภาพมากเป็นอันดับต้นๆ ของอังกฤษ แต่รูปถ่ายที่ Bibury ที่เราถ่ายเองก็จะเป็นหนึ่งในคอลเลกชั่นโปรดที่บรรจุความทรงจำและความสงบของเราไว้ตลอดไป :)

หมายเหตุ:

- ที่ Bibury แทบไม่มีร้านอาหารและไม่มีร้านสะดวกซื้อ ดังนั้นหากไม่ได้พักที่โรงแรมที่มีอาหารด้วย ต้องเตรียมอาหารมาเองให้ดี

- โรงแรมชื่อดังของที่นี่คือ The Swan Hotel ที่เราได้ไปฝากท้องตอนมื้อเย็น แวะไปนั่งจิบกาแฟและทานของว่างได้ ตกแต่งสวยมาก นอกจากร้านที่โรงแรมก็มีร้านหน้าฟาร์มปลาเทราต์ ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

- อากาศที่นี่หนาวกว่าที่พยากรณ์อากาศไว้พอสมควร น่าจะเพราะแวดล้อมด้วยต้นไม้ป่าเขาและมีแม่น้ำไหลผ่าน หนาวจนต้องรื้อกระเป๋าหาเสื้อมาสวมอีกชั้นกันข้างถนน ><

- หากกลัวเบื่อ แนะนำให้มา Bibury แบบ One Day Trip แล้วไปพักและเที่ยวต่อในเมือง Cirencester ซึ่งเป็นเมืองหลักของ Gloucestershire เมืองสวยมาก มีร้านตามตรอกซอกซอยให้ค้นหาและมีอะไรให้เดินเที่ยวอีกเยอะ เราได้ไปในบ่ายวันกลับเพราะเจ้าของบ้านที่ Airbnb แนะนำ และตั้งใจว่าจะกลับไปเที่ยวเต็มๆ อีกให้ได้ :)

Bibury

how to get there: ขับรถจากลอนดอนใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง หากเดินทางโดยรถไฟ ออกจากสถานี Paddington ไปที่สถานี Kemble แล้วต่อรถบัสประมาณ 40 นาที หรือแท็กซี่ประมาณ 20 นาที รวมไม่เกิน 3 ชั่วโมง

Map:

ใครอยากส่งเรื่องสถานที่น่าเที่ยวมาลงเว็บไซต์ a day online คลิกที่นี่เลย

วนิดา อุดมพงษ์

Creative-Copywriter, Subtitles Translator และศูนย์รวมความซับซ้อนที่เรียบง่ายทั้งหมดในโลกใบนี้

related post