91

ธรรมชาติชีวิตในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของ ตูน Bodyslam 2/4

3

แม้จะเรียนคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ แต่เขากลับรู้สึกมีความสุขยามยืนร้องเพลงมากกว่ายืนว่าความบนบัลลังก์

หลังตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะแยกย้ายจากวงละอ่อนซึ่งรวมตัวเฉพาะกิจเพื่อประกวด ตอนเรียนปี 2 เขาจึงคิดโปรเจกต์วงดนตรีใหม่เพื่อรองรับความฝันบนเส้นทางดนตรีที่เริ่มก่อตัวอย่างหนาแน่น โดยได้ เภา-รัฐพล พรรณเชษฐ์ มือกีตาร์จากวงละอ่อน มาร่วมกันตั้งต้นปลุกปั้น ก่อนที่ ปิ๊ด-ธนดล ช้างเสวก มือเบสวงเดียวกันจะมาสมทบภายหลัง

เขาแบ่งเวลาในชีวิตช่วงที่ยังศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยทำเพลงสะสมไว้ หวังผลักดันให้โปรเจกต์นี้เสร็จสิ้นเป็นอัลบั้ม เมื่อเรียนจบเขาปฏิเสธที่จะหางานเพื่อมุ่งมั่นกับงานนี้เต็มตัว

เป็นเวลา 2 ปีเต็มหลังเรียนจบที่เขาไม่มีรายได้จากงานประจำ

“ปีแรกที่จบจากมหาวิทยาลัยเราไม่มีงานประจำทำ ต้องทำทุกอย่างเพื่อหล่อเลี้ยงให้ก้อนความฝันในการทำอัลบั้มแรกไปสุดทางให้ได้ แล้วมีรุ่นพี่ทำงานเป็นสจ๊วตอยู่เขาก็ต้องการคนด่วนก็เลยมาถามเรา ว่าอยากไปมั้ย เราก็โอเค เป็นสัญญาระยะสั้น 3-6 เดือน ไม่ใช่พนักงานประจำ มันเป็นไฟลต์ต้องไปประจำที่อินเดีย”

พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินคนอื่นอาจมีเพียงกระเป๋าสัมภาระ แต่เขาต้องแบกกีตาร์ไปที่ต่างๆ ด้วยเพื่อไม่ให้การทำเพลงต้องสะดุด

หลังจากหมดสัญญาระยะสั้นกับสายการบิน เขากลับมาทำเพลงเต็มตัว โดยอาศัยเล่นดนตรีกลางคืนเพื่อหารายได้หล่อเลี้ยง จนแล้วจนรอดอัลบั้มก็ไม่คลอดสักที เนื่องจากค่ายต้นสังกัดยังไม่เคาะอนุมัติให้เดินหน้าเข้าห้องอัด ทำให้เขาต้องรอต่อไป

“ตอนนั้นเรากดดันมาก คือเราจบนิติฯ จุฬาฯ ถ้าเลือกทำงานออฟฟิศคงได้เงินเดือน คงเลี้ยงพ่อแม่ได้ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ความกดดันมันยิ่งเยอะขึ้น ในบางทีเราก็รู้สึกไร้สาระกับตัวเองจริงๆ ว่าทำไมวะเขาส่งให้เราเรียนเพื่อที่เรียนจบก็ทำงานส่งเงินกลับไป ไปช่วยดูแล ซัพพอร์ตบ้าง แล้วในช่วงนั้นเศรษฐกิจที่บ้านแย่มากอยู่แล้วด้วย ไม่ได้จะมาใช้ชีวิตลอยลมอย่างนี้ได้ สิ่งที่เราทำมันยิ่งเห็นแก่ตัวเข้าไปใหญ่

“ช่วงที่เรียนแล้วทำเพลงไปด้วยยังไม่เป็นไร เพราะเรารู้สึกว่ายังมีหลักคือการเรียนให้เรายึด แต่พอช่วง 2 ปีที่เราออกจากรั้วมหาวิทยาลัย เรียนจบแล้วไม่ได้ทำงานประจำ ดนตรีคือหลักยึดของเรา เราทุ่มเทไปกับมันมาก แล้วเรารู้สึกว่าเดโม่ที่เรามีในมือน่าจะเพียงพอให้เราได้ต่อยอด เข้าห้องอัด ออกอัลบั้มได้แล้วแต่ก็ไม่ได้ออกสักที” เดโม่ที่เขามีอยู่ตอนนั้นไล่เรียงรายชื่อได้ประมาณนี้

ทางของฉันฝันของเธอ, อากาศ, ย้ำ และ งมงาย

“ตอนนั้นคิดไหมว่าจะทนถึงเมื่อไหร่” เขานิ่งคิดหลังได้ยินคำถาม

“มีอยู่วันหนึ่งเราตัดสินใจว่าจะยอมแล้ว ถ้าหลังจากวันนี้เขาไม่ให้เราออกอัลบั้มเราจะยอมแพ้แล้วไปหางานทำ มันหมดไฟ ท้อแท้ ผมว่าผมทำทุกอย่างแล้วจริงๆ เท่าที่ทำได้ในตอนนั้น” เขาเล่าทิ้งจังหวะ คล้ายกำลังเรียบเรียงความทรงจำเป็นประโยค

“วันนั้นเรานัดประชุมที่มิวสิคบั๊กส์ก่อนเข้าประชุมเราจะไปนั่งร้านกาแฟที่อยู่ใกล้ออฟฟิศกัน มีผม มีพี่อ๊อฟ (พูนศักดิ์ จตุระบุล) ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ให้บอดี้สแลม มีทีมเขียนเนื้อเพลงที่คอยช่วยกัน ก็คุยหาทางออกว่าเมื่อไหร่จะได้ทำ สุดท้ายมันไม่มีทางออกในโต๊ะประชุมนั้น ผมเลยเดินจากร้านกาแฟกลับมาที่ออฟฟิศแล้วเคาะประตูห้องเพื่อขอคุยกับพี่เอกธเนศซึ่งเป็นผู้บริหารค่าย

“จำได้ตอนนั้นประมาณห้าโมงเย็น ไม่ได้เข้าไปด้วยอารมณ์เดือดดาลนะ เพราะว่าพี่เอกก็เป็นพี่ชายที่แสนดี ให้โอกาสให้กับเรา ซึ่งในมุมของการดูแลค่ายเราก็ต้องเข้าใจว่าเขาต้องคิดถึงในแง่ของตัวเลขต่างๆ แต่วันนั้นคือเราไม่ไหวแล้ว เราแค่ตั้งใจจะเข้าไปเล่าว่ามันเกิดอะไรกับชีวิตเราบ้าง อยากไปพูดให้พี่เขาฟังว่าชีวิตเราเป็นยังไง เราเล่าทุกเรื่อง ประมาณ 3 ชั่วโมง ที่บ้านผมเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ผมไม่ไหวแล้วครับ แค่อยากให้ทำเป็นอัลบั้มแค่นั้นเอง เล่าจนตัวเองร้องไห้ จากที่พี่เอกนั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะ สุดท้ายพี่เขาก็มานั่งข้างๆ มาปลอบเรา

“พี่ขอโทษ พี่ให้ตูนทำอัลบั้ม”

ประโยคนี้ในวันนั้นของธเนศ วรากุลนุเคราะห์ คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกคนรู้จัก Bodyslam

“ความสำเร็จของอัลบั้มแรกที่คิดไว้คือให้ออกมาเป็นแผ่นซีดี มีหน้าปกที่สวยงาม ข้างในมีชื่อเรา มีเครดิต มีรูปเราอยู่ มีเพลงเพราะๆ ที่เราตั้งใจนำเสนอ กลับไปบ้านให้พ่อแม่เห็นว่า 2 ปีที่เราไม่ได้ทำงานประจำ นี่แหละ มันอยู่ในนี้ มันไม่ใช่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ มีอะไรให้เขาจับต้องได้ มีสตางค์ซื้อข้าว มีสตางค์ให้พ่อให้แม่ นี่แหละคือความสำเร็จของผมในการทำบอดี้สแลมชุดแรก แค่นี้จริงๆ เพราะมันเหนื่อยมามากแล้วกับการผลักดันทำจนเสร็จได้”

ภายใต้สังกัดมิวสิคบั๊กส์ เขามีผลงานทั้งหมด 2 อัลบั้ม คือ Bodyslam และ Drive มีเพลงฮิตที่แฟนเพลงยังคงจดจำและร้องตามได้เมื่อเขาเล่นบนเวทีแม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน

“ย้อนกลับไปมองตัวเองในวันนั้น วันที่ไม่ได้ออกอัลบั้มสักที คุณชอบอะไรที่สุด” ผมถามชายตรงหน้าในวัย 35

“ชอบเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ใส่กางเกงบอล เสื้อยืดซ้ำๆ สวมรองเท้าผ้าใบแบกเป้ นั่งรถเมล์ มองลงมาที่ถนน มีความฝันว่าถ้าเรามีรถมือสองสักคันไปไหนมาไหนคงดีนะ เดินขึ้นเรือด่วน ใส่หูฟัง เดินฮัมเพลง อยู่กับเพลงได้ทั้งวันทั้งคืน หน้าสิวๆ มันๆ หน่อย ไปนอนบ้านพี่ๆ วงบิ๊กแอสบ้าง กลับไปนอนบ้านป้าบ้าง นอนบนพื้นห้องประชุมที่มิวสิคบั๊กส์บ้าง มีสตางค์กินข้าวบ้าง ไม่มีบ้าง แต่มีความสุขกับมันนี่พูดแล้วขนลุกเลย ถ้าเป็นตอนนี้อาจจะทนอะไรไม่ได้นานขนาดนั้นก็เป็นได้ มันอยู่ในวัยที่กล้าได้กล้าเสีย มุทะลุมาก อยากกลับไปตอนนั้นมาก อยากกลับไปเป็นคนนั้น คิดแล้วไฟลุกท่วมเลย

“ผมชอบชีวิตในช่วงนั้นมาก บางวันผมชอบมากกว่าตอนที่หลายๆ คนบอกว่าผมประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้อีก”


4

วันที่เราคุยกัน ช่วงค่ำเขามีคิวจะต้องเข้าไปซ้อมดนตรีกับเพื่อนร่วมวงที่ตึกแกรมมี่ ย่านอโศก

เปรียบเทียบวันนี้กับวันแรกที่เดินเข้าตึกเขาเปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกิน จากที่ใฝ่ฝันอยากมีรถมือสอง วันนี้เขามีรถคันโตเป็นของตัวเองพร้อมคนขับคอยรับส่ง จากนักร้องที่เป็นที่ชื่นชอบของคนเฉพาะกลุ่ม วันนี้เขากลายเป็นนักร้องที่เดินไปไหนก็มีแต่คนตะโกนเรียกชื่อ ผลงานของเขาจับใจกลุ่มคนได้อย่างกว้างขวาง ทุกเพศทุกวัย ทุกกลุ่มคน

ที่เห็นกับตาในช่วงไม่กี่วันที่เราพบกันนั้น มีตั้งแต่เด็กนักเรียนไปจนถึงผู้สูงวัยที่ดูภายนอกคงเดาไม่ออกว่าติดตามผลงานของเขาเช่นเดียวกัน

หลังหมดสัญญากับมิวสิคบั๊กส์ วงมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 2 ประการ

หนึ่ง-มีการปรับเปลี่ยนสมาชิกภายในวงโดยได้มือกีตาร์อย่าง ยอด-ธนชัย ตันตระกูล และมือกลองอย่าง ชัช-สุชัฒติ จั่นอี๊ด เข้ามาเสริมหลังจากที่เภา มือกีตาร์คนเดิมเดินจากวงไป สอง-เขาตัดสินใจพาวงเดินตามรอยเท้ารุ่นพี่อย่างบิ๊กแอสเข้ามาอยู่ใต้ชายคาจีนี่เร็คคอร์ดส ในเครือแกรมมี่ และอยู่ยาวมาจนถึงตอนนี้ มีผลงานด้วยกัน 3 อัลบั้ม คือ Believe, Save My Life และ คราม

จากค่ายเล็กมาสู่ค่ายยักษ์ใหญ่ ใครหลายคนคงคิดว่าเขาต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาล ไม่ว่าจะทั้งจากค่ายหรือแม้กระทั่งจากความคาดหวังส่วนตัว แต่เขากลับส่ายหน้าปฏิเสธ

“ไม่มีความเครียดเลย ไม่ได้เก๋าอะไรด้วยนะ แค่เราไม่คิดกดดันแค่นั้นเอง แล้ววิธีการทำงานหรือแม้กระทั่งทัศนคติก็ยังเหมือนตอนอยู่ค่ายเดิมคือเราทำด้วยตัวเอง ตัดสินใจหลายๆ อย่างด้วยทีมเล็กๆ ของเรา แต่งเพลงจากความสนุก เลือกที่จะร้องแต่เรื่องที่เรารู้สึก เรื่องข้างในเราในขวบปีนั้นๆ ที่เราเชื่อ ที่เปลี่ยนไปคงเป็นวิธีการโปรโมต เพลงของเราได้ไปอยู่ในช่องทางที่มันหลากหลายขึ้น จากเราไม่เคยออกทีวีเลยก็ได้ไปออกทีวี จากคนที่มีแต่คนฟังเพลงเราไม่เคยเห็นหน้า ในอัลบั้ม Believe ก็มีคนเห็นหน้าเรา

เป็นจังหวะที่ดีที่เราได้มาอยู่ในค่ายใหญ่ในช่วงเวลานั้น วงได้ทำงานหนักใน 2 อัลบั้มแรก ได้เข้ามาในแบบที่พอมีเครดิตติดตัวมาบ้าง ถ้าอัลบั้มแรกเราได้มาอยู่ค่ายใหญ่เลยผมว่าอาจไม่ดีเท่าเราได้ทำจากค่ายเล็กๆ มาทีละเล็กทีละน้อย สะสมประสบกาณ์ในตัวเองมาก่อน จาก 1 มา 2 เราได้เพิ่มพูนความรู้ความสามารถมากขึ้นเรื่อยๆ จนมาอัลบั้มที่ 3 เหมือนเราสุกงอมพอดี”

แม้อัลบั้มแรกภายใต้สังกัดใหม่จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แต่ใช่ว่าจะมีเพียงเสียงชื่นชม ระหว่างทางเขาต้องพบเจอกับคำสบประมาทไม่น้อย ซึ่งเขาชาชินเสียแล้วกับถ้อยคำเหล่านี้-ถ้อยคำที่เขาได้ยินมาตั้งแต่ก่อนจะมีอัลบั้มด้วยซ้ำ

“ผมชอบนะ แรงลบ แรงดูถูกถากถาง คำติฉินนินทา คำว่าร้ายที่มากระทบกับใจเรา จงใจทำให้เราเจ็บปวด ผมไม่ได้โต้ตอบกลับคำเหล่านั้นทันที ผมเก็บ แล้วกดไว้ ที่ผ่านมามีคนดูถูกว่าผมทำไม่ได้หรอก มาร้องเพลง มาอยู่แกรมมี่ ไม่มีทางสำเร็จหรอก เอาเลย ผมไม่เถียงอยู่แล้ว แต่ผมจำ

“ได้ครับ เจอกู (หัวเราะ) คือเราไม่ได้มีความคิดก้าวร้าว เราเพียงใช้มันเป็นพลัง เหมือนน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากซากพืช ซากสัตว์ เน่าเปื่อย ที่ทับถม ผ่านกาลเวลา ในตอนแรกเอามาใช้ประโยชน์ไม่ได้หรอก มันเน่า เหม็น อีกล้านปีถึงจะเอามาใช้เป็นพลังงานขับเคลื่อนโลกใบนี้ คงคล้ายๆ กัน เรื่องเน่าเสียที่เข้ามากระทบตัวเรา คำดูถูกถากถาง ความเศร้าหมอง ความพ่ายแพ้ ความหดหู่ พอเราเก็บไว้จนเวลาทำหน้าที่ของมัน บ่มเพาะ สุดท้ายสิ่งนั้นมันกลายเป็นพลังงานให้เรา จนเป็นเราทุกวันนี้”

แล้วชื่อเสียงที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตไปไหม-ผมสงสัย

“ก็เห็นโลกเยอะ ได้ไปเล่นในที่ที่เราไม่คิดว่าจะได้ไป ได้เล่นในเวทีที่ใหญ่ขึ้น ได้มีคอนเสิร์ตที่ชื่อ Bodyslam Believe Concert ที่ขายบัตรเป็นของตัวเอง บัตรขายหมดเกลี้ยง ทำให้รู้ว่าเราก็ทำแบบนี้ได้ด้วยนะ มีแฟนเพลงเราเยอะขนาดนี้เลยเหรอ

“มีโมเมนต์หนึ่งที่ผมรู้สึกมีความสุขคือ ตอนลงจากเวทีแม่ก็เข้ามากอดแล้วบอกว่า แม่เชื่อแล้วว่าลูกทำได้”

(จากคอลัมน์ a day with a view - a day 166 มิถุนายน 2557)

อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่ ตอนที่ 1 ตอนที่ 3

ภาพ นวลตา วงศ์เจริญ

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

เจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

นวลตา วงศ์เจริญ

ช่างภาพสาวสุดเท่ที่หลงรักการถ่ายภาพพอร์เทรต มีความสามารถในการดึงตัวตนของแบบออกมาได้ชัดเจน และชื่นชอบการทำให้ภาพที่ถ่ายดูมีชีวิต นอกจากถ่ายภาพ นวลตายังชื่นชอบการเดินทางอีกด้วย

related post