96

Philip Jablon : ชายอเมริกันผู้ออกเดินทางถ่ายภาพโรงภาพยนตร์สแตนด์อโลน 3/4

5

ผมชวนฟิลลิปคุยถึงที่ที่เรานั่งอยู่

หากใครติดตามข่าวสารบ้านเมืองย่อมรู้ว่าสกาล่าเคยมีข่าวเสี่ยงต่อการถูกทุบทำลายมามากกว่าหนึ่งครั้ง จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครยืนยันได้ว่าโรงภาพยนตร์แห่งนี้จะยืนยงไปอีกนานแค่ไหน

ท่ามกลางเสียงค้านของชาวไทย ชาวอเมริกันคนหนึ่งร่วมแสดงจุดยืนต่อต้านเสมอมา ผ่านทุกช่องทางที่เขาทำได้ ไม่ว่าจะเป็นบทความที่เขาเขียนลงคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ ในบล็อกส่วนตัว หรือในเพจ The Southeast Asia Movie Theater Project

และไม่ใช่แค่สกาล่า เขาแสดงจุดยืนชัดเจนที่จะให้ทุกคนช่วยกันอนุรักษ์โรงภาพยนตร์เก่าทั่วประเทศ

“ผมคิดว่าทุกเมืองต้องมีความหลากหลาย” เขาตอบทันทีเมื่อผมถามถึงเหตุผลที่ต่อต้าน-คัดค้าน

“ความหลากหลายที่ว่าไม่ใช่แค่เกี่ยวกับคนเท่านั้น แต่เกี่ยวกับตึก เกี่ยวกับผังเมืองด้วย เราต้องมีทางเลือก โอเค ถ้าคุณอยากไปดูหนังในห้างก็ทำได้นะ ผมไม่ได้ต่อต้านห้าง โรงหนังแบบ multiplex มีประโยชน์ แต่โรงหนังแบบนี้ก็มีประโยชน์ด้วย วันนี้อยากไปดูหนังในห้างเพราะมันสะดวกสบาย แอร์เย็น ไม่ต้องห่วงที่จอดรถ ก็ไป แต่บางวันอยากมาดูหนังในโรงหนังเก่า อยากได้บรรยากาศจากรุ่นพ่อแม่ รุ่นปู่ย่าตายาย อยากไปดูหนังในโรงหนังแบบนี้ก็มีให้เลือก ซึ่งบรรยากาศมันต่างกันนะ ที่นี่มันมีชีวิต มีสเน่ห์ มันเกี่ยวข้องกับถนนหนทาง เวลาเราเดินไปบนถนนแล้วเงยหน้าก็เห็นว่าโรงภาพยนตร์นี้มันสวย สถาปัตยกรรมแบบนี้มันหายาก

“แต่ถ้ามีโรงหนังในห้างอย่างเดียว กรุงเทพฯ ไม่ค่อยมีไดนามิกเท่าไหร่นะ มันจืด มันมีแต่ของใหม่อย่างเดียว และถ้าไม่มีโรงหนังแบบสกาล่าเมืองไทยจะเสียไดนามิกแน่นอน เพราะเราทุบโรงหนังสแตนด์อโลนที่เหลืออยู่น้อยมาก โรงหนังที่คนหลายๆ รุ่นเข้าไปดูแล้วได้ผลเดียวกัน เขามาดูหนังที่นี่แล้วเขาได้จิตวิญญาณของโรงภาพยนตร์”

“การทุบสิ่งเก่าเพื่อสร้างสิ่งใหม่ที่ดีกว่าไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ” ผมชวนให้เขามองอีกมุม

“สิ่งที่ดีกว่า มันดีกว่าจริงมั้ย” เขาเปิดอีกมุมให้ผมมอง

“อันนี้มันแล้วแต่ความรู้สึก ใช่ ถ้าทุบของเก่าแล้วสร้างใหม่ มันก็มีโอกาสสร้างสิ่งที่ดีกว่าของเก่า แต่มันแค่บางครั้ง ไม่ใช่ทุกครั้ง หลายครั้งเราสร้างอะไรที่ดีกว่าหรือเปล่า ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่นพระราชวังของกษัตริย์ทั่วโลกที่ผ่านๆ มา ถามว่าทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ได้มั้ย ได้นะ แต่พระราชวังนั้นมีคุณค่ามากเลย ผ่านกาลเวลามาจากยุคสมัยก่อนมันทรงคุณค่าต่อประเทศมาก ไม่มีใครบ้าคิดว่าจะทุบมันทิ้งแล้วสร้างใหม่เพราะตอนนี้เรามีเทคโนโลยีดีกว่า ไม่มีใครคิดแบบนั้น แล้วกับบางอย่าง สถาปัตยกรรมบางแห่ง เราต้องคิดแบบนั้นเหมือนกัน บางครั้งมันจะดีกับชีวิต ถ้าเราเก็บสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว สิ่งที่อยู่มานานแล้ว”

“เหมือนคุณจะบอกว่าเทคโนโลยีสร้างคุณค่าบางอย่างไม่ได้” ผมถามย้ำ

“บางอย่างไม่ได้เลย เรามีของใหม่เยอะแล้วนะ เรามีของที่ทันสมัยเยอะแล้ว ทันสมัยสุดๆ เลย พอแล้ว ใจเย็นๆ ถ้ามีแต่ห้างสรรพสินค้าใหม่ๆ เมืองน่าสนใจมั้ย เราจะคิดถึงอดีตมั้ย เราจะคิดถึงสิ่งที่ให้เอกลักษณ์ที่เรามีในปัจจุบันนี้มั้ย คนเราต้องมีราก ต้องให้ทุกคนสัมผัสรากด้วย รู้สึกได้ เข้าถึงได้ อดีตมันเกี่ยวกับปัจจุบันและปัจจุบันมันจะเกี่ยวกับอนาคต ทุกอย่างมันเกี่ยวกัน ถ้าเขาไม่ได้สัมผัส ไม่ได้รู้จัก ไม่ได้เห็น ไม่รู้เขาจะเป็นคนแบบไหนนะ คนที่ไม่มีราก”

ไม่ใช่แค่คัดค้านเอาอารมณ์เป็นตัวตั้ง เขาอธิบายเหตุผลและความจำเป็นของโรงภาพยนตร์เก่าได้เป็นฉากๆ พร้อมเสนอทางออกและยกกรณีศึกษาที่น่าสนใจประกอบได้เสมอ

“สังคมเก็บทุกอย่างไว้ไม่ได้นะ แล้วผมก็ไม่ส่งเสริมให้เป็นแบบนั้น เมืองต้องวิวัฒนาการไปเรื่อยๆ แต่ถ้าบางสิ่งมีเหลืออยู่ไม่มาก เราต้องเก็บไว้ บ้านเกิดของผมที่ฟิลาเดลเฟียทำผิดพลาดไปแล้วนะ ทุกวันนี้โรงหนังแบบ movie palace ที่สุดท้ายของที่นั่นถูกทุบไปแล้ว แม้ว่าจะมันจะเป็นตึกที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามมาก และสำคัญมาก โอเค เราเก็บไว้ทุกที่ไม่ได้ แต่มันมาถึงวันที่เหลือแค่ที่เดียว แล้วเราทุบมันทิ้ง ทำไมนะทำไม ถ้าไม่ทุบชาวเมืองก็ได้สัมผัสรากนี้ ได้สัมผัสประวัติศาสตร์นี้

“ถามว่ารู้สึกละอายใจมั้ย ผมรู้สึกละอายใจจริงๆ ทุกวันนี้ที่ตรงนั้นกำลังก่อสร้างอยู่ มันจะเป็นคอนโดฯ ทำเงินเยอะกว่าเพื่อนักลงทุนไม่กี่คน แต่เมืองฟิลาเดลเฟียเสียคุณค่าทางวัฒนธรรม เราสร้างคอนโดฯ ได้นะ ผมก็อยากเห็นว่าฟิลาเดลเฟียก็มีตึกสวยๆ แต่ต้องเลือกที่อื่น ไม่ใช่มาทุบวัฒนธรรมของเราเพื่อกำไร”

“คิดว่าคนเราปากไม่ตรงกับใจหรือเปล่า ปากเราบอกว่าคิดถึงโรงหนังเก่า แต่ตอนที่มันยังอยู่เรากลับไม่เคยสนใจ” ผมถามเขาเพราะรู้ว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้โรงหนังเก่าตายคือไม่มีผู้ใช้บริการ

“หลายคนเป็นแบบนั้นนะ เขาเห็นในสื่อ อ่านในหนังสือ แล้วบอกว่า ใช่ สกาล่ามันสำคัญมาก มันสวยมาก ห้ามทุบ แต่เวลาไปดูหนังไปดูในห้างตลอดเพราะว่ามันสะดวกสบาย มันชินไปแล้ว แต่จริงๆ แล้ว ถ้าอยากแสดงออกว่าเราชอบมันมากๆ รักมันมากๆ ต้องมาสนับสนุน ต้องมาดูหนังที่นี่ ในภาษาอังกฤษเราเรียกว่า You must put your money where your mouth is. หมายความว่าถ้าพูดแบบนั้น คิดแล้วทำเลย ถ้าชอบสกาล่าต้องทำอย่างนั้น จริงๆ นั่นคือเหตุผลที่ผมอยากทำโครงการนี้ต่อ ผมเคยบอกแล้วว่าน่าจะเก็บสกาล่าไว้ในอนาคต ผมบอกแล้วน่าจะจบใช่มั้ย หลายๆ คนบอกครั้งเดียวแล้วจบ แต่ผมคิดว่าถ้าเราไม่ทำต่อคนจะลืม”

“เพราะคนไทยลืมง่ายหรือเปล่า”

“ไม่ใช่แค่คนไทย คนทั่วไปเขาก็มีชีวิตที่ต้องใช้เวลาเพื่อทำงาน เลี้ยงลูก ใช้ชีวิตทั่วไป ไม่มีใครเขาแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ตลอดหรอก แต่ถ้าเรามีการรณรงค์แล้วบอกย้ำหลายๆ ครั้งว่า สกาล่ามันสำคัญ สกาล่ามันสำคัญ สกาล่ามันสำคัญ ผมคิดว่ามันจะลงทะเบียนในความคิดของคนว่า ใช่ สกาล่ามันสำคัญ”


6

คนที่ยึดถือแพสชั่นเป็นสำคัญอย่างฟิลลิปยอมรับกับผมตรงๆ โดยมีโรงภาพยนตร์สกาล่าเป็นพยานว่าเงินคือสิ่งสำคัญ

อย่างที่รู้กัน อุปกรณ์อย่างกล้องถ่ายรูปและเลนส์นั้นไม่ได้งอกขึ้นมาจากดิน และตั๋วเครื่องบินก็ไม่ได้ล่วงหล่นลงมาจากฟ้า ทุกอย่างจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากไปแลกมา

และเมื่อไม่มีใครจ้าง อยากทำเอง ก็ต้องดิ้นรนหาหาเงิน

ช่วงเริ่มต้นเขาใช้เงินเก็บส่วนตัวหล่อเลี้ยงโครงการ ก่อนจะได้ทุนสนับสนุนจากมูลนิธิ Jim Thomson ที่มองเห็นว่าสิ่งที่เขาทำมีคุณค่า แต่ทุนที่ได้ก็มีช่วงเวลาและจำนวนอันจำกัด เขาจึงพิมพ์ภาพโรงภาพยนตร์ที่ถ่ายทำเป็นพอร์ตฟอลิโอขายทางโลกออนไลน์เพื่อหวังระดมทุนมาใช้เดินทาง แต่ยอดขายก็ไม่ได้มากมายเพียงพอ

ระหว่างเขาเล่าถึงวิธีหาเงินมาต่อลมหายใจให้โครงการ ผมก็นึกย้อนไปถึงครั้งแรกที่เราติดต่อสื่อสารกันผ่านโลกออนไลน์ วันนั้นเขาพิมพ์บอกผมว่าอยู่สหรัฐอเมริกา อีก 6 สัปดาห์จึงจะกลับมาไทย

คงไม่ใช่แค่ผมใช่มั้ย ที่คิดว่านั่นเป็นการกลับบ้านปกติ

“จริงๆ แล้วทุกปีผมต้องกลับอเมริกา ใช้เวลา 5 เดือน เพื่อไปประกอบอาชีพ ผมไปสมัครทำงานกับบริษัทรับย้ายบ้านกับเพื่อนซึ่งเป็นเจ้าของ กลับบ้านทุกครั้งจะทำงาน แต่เป็นงานที่ต้องดูแลสุขภาพ เพราะถ้าไม่แข็งแรงก็ทำไม่ได้ ต้องยกของหนัก ต้องเตรียมใจด้วย เพราะว่าหลายคนที่นั่นเขาไม่เคารพคนที่ทำงานแบบนี้ หลายคนคิดว่าเป็นกรรมกร ดูถูก เราต้องเตรียมใจถ้าคนอื่นมองเราแบบนี้”

“แล้วคุณแคร์สายตาคนอื่นมั้ย” ผมถาม

“เมื่อก่อนเคยแคร์ แต่ตอนนี้ไม่แคร์เท่าไหร่ เพราะผมรู้ว่าผมทำงานนี้เพื่ออะไร ไม่ใช่ผมรักงานขนย้าย แต่ผมทำมันเพื่อสนับสนุนงานอื่น เป้าหมายของผมอยู่ที่การทำสารคดีโรงหนังเก่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

เมื่อทำงานขนย้ายของจนได้เงินก้อน เขาจึงกลับมาประเทศไทยตระเวนถ่ายรูปโรงภาพยนตร์เก่าต่อ

จากคำบอกเล่าของเขาต้องยอมรับว่าการตระเวนถ่ายภาพโรงภาพยนตร์เก่าไปทั่วประเทศไทยและเลยเถิดไปยังประเทศเพื่อนบ้านอยางพม่าและลาวนั้นกัดกินชีวิตเขาไม่น้อย

หากมองกันอย่างหยาบๆ ใช่หรือไม่ว่าชายวัย 36 ปี ที่มีวุฒิการศึกษาปริญญาโทติดตัวควรมีหน้าที่การงานที่มั่นคง มีเงินเดือนระดับพนักงานซีเนียร์ มีเงินเก็บ มีบ้าน มีรถ มีครอบครัว แต่ชีวิตของคนที่ได้ทำในสิ่งที่รักอย่างเขากลับแตกต่าง นอกจากบ้านของพ่อแม่ที่สหรัฐอเมริกาและห้องพักที่จังหวัดเชียงใหม่ ฟิลลิปก็ออกตัวว่าเขาแทบไม่มีอะไร

“เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ผมก็ชินความรู้สึกนี้นะ ไม่รู้ผมจะต้องยากจนไปตลอดชีวิตหรือเปล่า แต่มันเป็นทางเลือกที่ผมทำเอง ต้องยอมรับ เป็นชีวิตที่เราเลือกเอง ถ้ายอมรับมันได้ก็รู้สึกดีดีกว่า ไม่ใช่ไปกล่าวโทษคนอื่นว่าพ่อแม่เขาเลี้ยงผมไม่ดี หรือตอนมัธยมคุณครูไม่สอนอะไรเลย ไม่ใช่ ผมเลือกเอง แล้วผมก็เสี่ยงแล้ว

“ผมกลุ้มใจมากนะ ผมชอบสิ่งนี้มากที่สุดในชีวิต แต่มันไปได้กับชีวิตผมหรือเปล่า ผมแก่ขึ้นทุกวัน ไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว อีก 3 ปีกว่าผมจะอายุ 40 แล้วนะ แล้วผมไม่มีอะไรเลย หรือมีแต่น้อย แล้วผมก็ดันมาเดินบนเส้นทางที่ไม่ปกติ บางครั้งผมก็กังวล แต่หลายๆ คนเขาส่งกำลังใจว่า ฟิลลิป คุณควรจะทำต่อ ถ้าทำเรื่อยๆ มันจะดีขึ้น คุณจะมีโอกาสในการประกอบอาชีพ เพราะว่าคนจะรู้จักคุณ แล้วคนจะสนับสนุน ผมรู้ว่าถ้าถึงเป้าหมาย ทำโรงหนังให้เป็นสิ่งที่ความหมายได้ เปลี่ยนความคิดของสังคมได้ สิ่งที่ผมทำมันจะมีคุณค่า

“ถึงวันนั้นคนจะจำชื่อฟิลลิปได้ ผมมีความหวัง”

อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่ ตอนที่ 4

ภาพ Philip Jablon

(จากคอลัมน์ a day with a view - a day 186 กุมภาพันธ์ 2559)

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

เจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

related post