94

Philip Jablon : ชายอเมริกันผู้ออกเดินทางถ่ายภาพโรงภาพยนตร์สแตนด์อโลน 1/4

เทคโนโลยีและความก้าวหน้าของโลกที่อยู่อาศัยทำให้เราพบกัน

หากไม่มีเฟซบุ๊ก ไม่แน่ใจว่าชีวิตนี้โลกจะหมุนวนให้คนอย่างผมมาเจอชายชาวอเมริกันคนนี้ได้อย่างไร

ผมรู้จัก Philip Jablon จากเพจของเขาที่ชื่อ ‘The Southeast Asia Movie Theater Project’ ภาพโรงภาพยนตร์ stand alone เก่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เขาทยอยโพสต์ต่อเนื่อง พร้อมข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากการลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้านด้วยตัวเองบอกผมว่า เขาหลงใหลโรงภาพยนตร์แค่ไหน

นับจากวันแรกเมื่อ 6 ปีก่อนจนถึงวันนี้ ฟิลลิป แจ็บลอน ตระเวนถ่ายโรงภาพยนตร์สแตนด์อโลนมาแล้วเกือบ 300 แห่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีไฟล์ภาพโรงภาพยนตร์หลายหมื่นภาพ

ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมาเขาเพิ่งจัดนิทรรศการภาพถ่ายโรงภาพยนตร์เก่าในประเทศไทยที่ H Gallery ต่อด้วยอีกหนึ่งนิทรรศการที่เป็นส่วนหนึ่งของงาน Bangkok Edge Festival ที่เขาตั้งใจจัดวางรูปโรงภาพยนตร์ในประเทศพม่าจำนวนมากเป็นฉากหลังของโรงภาพยนตร์สกาล่า เพื่อให้คนไทยตระหนักถึงปริมาณโรงภาพยนตร์ในไทยที่เหลือน้อยจนน่าเป็นห่วง

ยอมรับว่าทุกครั้งที่ผมกดไลก์ภาพของเขาเพื่อแสดงออกถึงความชื่นชอบและชื่นชม ผมมักสงสัยว่าอะไรทำให้ชายสัญชาติอเมริกันรอบรู้เรื่องโรงภาพยนตร์เก่าในดินแดนห่างไกลบ้านเกิดขนาดนี้

เมื่อไม่มีคำตอบในโลกเสมือนผมจึงนัดพบเขาในโลกจริงโดยให้เขาเป็นผู้เลือกสถานที่ในการพบเจอ

เดาได้ไม่ยากใช่ไหมว่าฟิลลิปจะนัดผมที่ไหน


1

“คุยกันตรงนี้ดีกว่านะ ได้บรรยากาศ”

ฟิลลิปบอกผมด้วยภาษาไทยเมื่อเราพบหน้ากันครั้งแรกในโลกจริง

‘ตรงนี้’ ที่เขาว่าคือ โรงภาพยนตร์สกาล่า สถานที่ที่เขาเป็นคนเลือกเมื่อผมติดต่อขอนัดพบเจอไปในกล่องข้อความ

“สกาล่าเป็นโรงหนังพิเศษนะ หรูหรามาก มีสถาปัตยกรรม มีรายละเอียดเยอะ” เขาว่าอย่างนั้นเมื่อเรานั่งลงที่โถงใหญ่ใจกลางโรงภาพยนตร์ที่ผ่านกาลเวลามายาวนาน ภาษาไทยของฟิลลิปแข็งแรงระดับสื่อสารได้ดีมาก

“ถ้าพูดถึงความสวยงาม สกาล่ายังเป็นอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แน่นอน มันใหญ่ สภาพดี สถาปัตยกรรมสวยงาม น่าชื่นชม ทุกคนที่มาที่นี่เขาก็คงคิดเหมือนกัน ไม่เคยได้ยินคนบอกว่าไม่ชอบ ทุกคนรักสกาล่า ชาวต่างชาติทุกคนที่ผมพามาที่นี่เขาร้องว้าว แล้วบอกว่าสวยมาก ชอบมาก มีคนอเมริกันเจอที่นี่แล้วเขาบอกผมว่านี่เป็นสถานที่ที่เขาชอบมากที่สุดในกรุงเทพฯ”

สิ้นประโยคของเขา ผมกวาดสายตามองโรงภาพยนตร์ที่ชายชาวอเมริกันยกย่องตรงหน้า

ไม่มีความเคลือบแคลงใดๆ สำหรับความงดงามของสถานที่แห่งนี้ รายละเอียดสถาปัตยกรรมตรงหน้านั้นน่าทึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ปรากฏชัดเช่นกัน แกล้งทำเป็นมองข้ามไม่ได้ คือร่องรอยความเก่าและทรุดโทรมอันเป็นผลกระทบจากกาลเวลา ยังไม่นับเทคโนโลยีทั้งภาพและเสียงที่ตามหลังโรงภาพยนตร์ทันสมัยอยู่กว่าช่วงตัว

และก็เป็นเขาเองที่บอกว่า สิ่งเก่าเหล่านี้จะล้มหายตายจากไปในโลกยุคใหม่ หากไม่มีใครเฉลียวใจหันมอง

“ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยนะ สถานการณ์เดียวกันทุกที่ เทคโนโลยีเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนไป ของเก่าได้รับผลกระทบ ถ้าไม่ปรับมันจะตายแน่นอน เป็นธรรมชาติ ทุกคนมีโทรทัศน์ในบ้าน มีโทรศัพท์มือถือ ไม่ต้องไปโรงหนังดูหนัง แล้วอีกด้านหนึ่งคือหลายๆ คนมีรถยนต์ แล้วหลายคนออกจากบ้านไปดูหนังด้วยรถ เขาขับรถเอง ต้องมีที่จอดรถ โรงหนังเก่าไม่มีที่จอดรถ แล้วคนเลิกไปดูหนังในโรงหนังเก่า มันเลยตาย

“น่าเสียดายนะ มันเป็นสิ่งที่ represents something from the past” ฟิลลิปย้ำที่ประโยคท้ายโดยมีภาพตรงหน้ายืนยัน

บรรยากาศตรงหน้าไม่ถึงกับเงียบเหงา แต่ก็ไม่เข้าใกล้คำว่าครึกครื้น ชายสูทเหลืองเคยทำหน้าที่อย่างไรหลายสิบปีที่ผ่านมา บ่ายวันนี้ก็ยังทำหน้าที่เช่นนั้น เป็นอย่างที่เขาว่า หลายสิ่งหลายอย่างของสกาล่านั้นชวนให้เรารำลึกถึงอดีต

“แล้วคุณรู้อะไรไหม” ฟิลลิปเปิดประโยคจนผมต้องเงี่ยหูตั้งใจฟัง

“ถ้าวันหนึ่งสกาล่าถูกทุบทิ้ง พม่าจะมีโรงหนังสแตนด์อโลนที่สวยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”


2

ที่ที่เรานั่งคุยกันอยู่ห่างไกลจากบ้านเกิดของเขาเกินหมื่นกิโลเมตร

ฟิลลิปเกิดที่เมืองฟิลาเดลเฟีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ในยุคที่บ้านเกิดของเขาอยู่ในช่วงตกต่ำ

“บ้านผมไม่ค่อยรวย เป็นชนชั้นกลาง แล้วเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนตอนที่ผมเป็นเด็ก ฟิลาเดลเฟียสภาพไม่ดี” ฟิลลิปเล่าเมื่อผมย้อนถามถึงชีวิตในบ้านเกิด “เมื่อประมาณยุคศตวรรษที่ 19 เมืองฟิลาเดลเฟียเป็นเมืองที่รวยมาก เพราะเป็นจุดศูนย์กลางของอุตสาหกรรมในสหรัฐอเมริกา เราผลิตทุกอย่าง แล้วเมืองก็แข็งแรงมาก แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เศรษฐกิจของเมืองฟิลาเดลเฟียเริ่มแย่ลง เพราะว่าอุตสาหกรรมขยายไปนอกเมือง ไปประเทศอื่นๆ แล้วเศรษฐกิจของเมืองก็ตายลงเรื่อยๆ

“ถึงยุคสมัยที่ผมเกิดมา เมืองฟิลาเดลเฟียมีหลายอย่างที่ร้างหมด มีคนว่างงานเยอะ มีอาชญากรรมเยอะ มีคนที่รังแกเด็กเยอะ ถ้าเป็นเด็กเติบโตในบรรยากาศนั้นก็น่ากลัวนิดหน่อย ต้องเตรียมตัวตลอด วันนี้เดินไปอาจจะเจอคนต่อสู้กัน หรือเจอคนเข้ามาทำร้าย ผมเคยเห็นคนที่หาเรื่องกันโดยไม่มีเหตุผล มีคนว่างงานเยอะ มีคนไร้บ้านเยอะ ผมเติบโตในสถานการณ์แบบนี้ มันไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ มันยากจนมาก แต่มันน่าสนใจด้วย มันมีอิทธิผลกับผม”

ฟิลลิปยอมรับว่ามีบางเวลาที่เขานึกเกลียดชังเมืองที่เติบโต แต่นั่นเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ เป็นอารมณ์แบบเด็กน้อยที่ยังมองสิ่งต่างๆ อย่างไม่แตกฉานรอบด้าน

“เมื่อผมเดินทางมาเอเชียแล้วกลับไปฟิลาเดลเฟียอีกครั้ง ผมเห็นว่ามันเปลี่ยนแปลงยังไง อะไรดีขึ้น อะไรแย่ลง แล้วผมตระหนักว่า เป็นความน่ายินดีที่ผมมีโอกาสเติบโตในช่วงนั้น ในช่วงที่ฟิลาเดลเฟียมีความยากจน มีปัญหาเยอะมาก ไม่มีใครอยากอยู่ แต่ผมยินดีว่ามีโอกาสอยู่ในช่วงนั้น”

การเติบโตในบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยคนว่างงาน คนไร้บ้าน และอาชญากรรม มีอะไรน่ายินดีด้วยหรือ-ผมถามเขาตรงไปตรงมา

“ผมมีส่วนร่วมกับคนหลายชนชั้นในประเทศ คนที่มีเบื้องหลังหลากหลาย แล้วต้องอยู่ด้วยกัน มีส่วนร่วมกัน ทำงานด้วยกัน เดินทางด้วยกัน เดินบนถนนเดียวกัน กินข้าวในร้านอาหารเดียวกัน มันสอนให้เราต้องชื่นชมทุกอย่าง ต้องชื่นชมความหลากหลาย เพราะทุกอย่างล้วนมีข้อดี-ข้อเสีย อย่างคนจนเขาก็ประกอบอาชีพที่มีความรู้ มีความชำนาญ เขามีความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของเขา คนรวยก็มีวิธีการใช้ชีวิต ประกอบอาชีพอีกแบบหนึ่ง ทุกคนต้องเอาตัวรอด และทุกคนมีวิธีการของตัวเอง มันดีนะ น่าชื่นชม

“ชีวิตมนุษย์มีหลายด้าน ถ้าเราได้มุมมองความคิดจากคนที่หลากหลาย มองให้เห็นข้อดีของแต่ละกลุ่มว่าเป็นยังไงบ้าง แล้วข้อเสียของกลุ่มนั้นกลุ่มนี้คืออะไร ผมคิดวิธีนี้จะช่วยให้เรามีจินตนาการแล้วสร้างชีวิตที่เราอยากใช้ได้”

และจากเรื่องเล่านี้ทำให้ผมได้ยินคำว่า ‘ความหลากหลาย’ จากปากเขาเป็นครั้งแรก ก่อนที่หลังจากนั้นมันจะตามมาอีกนับครั้งไม่ถ้วน กระจายอยู่ในแต่ละหัวข้อคล้ายว่ามันคือสิ่งที่เขาเชื่อมั่น ยึดถือ หรือจะใช้คำที่ใหญ่กว่านั้นอย่าง ‘ศรัทธา’ ก็ไม่น่าผิด

“ความหลากหลายทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตมนุษย์น่าสนใจ” ฟิลลิปย้ำอย่างนี้กับเพื่อนต่างเชื้อชาติอย่างผม

อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่ ตอนที่ 2 ตอนที่ 3 ตอนที่ 4

ภาพ Philip Jablon

(จากคอลัมน์ a day with a view - a day 186 กุมภาพันธ์ 2559)

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

เจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

related post