63

ยงยุทธ จรรยารักษ์ : นักพฤกษศาสตร์ผู้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความรู้ 3/4

เมื่อสิบกว่าปีก่อนอาจารย์เปรียบว่าเราโปรโมตการท่องเที่ยวเหมือนโปรโมตโสเภณี ตอนนี้ยังคิดอย่างนั้นอยู่ไหมครับ

เหมือนเดิม เราไม่รู้เลยว่าคุณค่าของการท่องเที่ยวคืออะไร ตำราการท่องเที่ยวที่ดีต้องไปดูของฝรั่ง ตำราไทยไม่มีเพราะเราไม่สนใจ เราไม่เห็นคุณค่า ไม่รู้จัก แต่ฝรั่งเขาเห็นคุณค่า รู้จัก เลยทำให้เขาเจริญ ฝรั่งเขาใช้ประโยชน์จากอดีตเพื่อกำหนดอนาคต เราทิ้งอดีตเลยเท่ากับเราทิ้งอนาคตด้วย รอให้คนมาชี้ว่าเราควรไปทางไหน แผน 5 ปีข้างหน้าควรจะทำอะไร เราไม่เคยคิดเอง คิดไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าที่ผ่านมาเราทำอะไร มันผู้ใดไร้อดีต มันผู้นั้นสิ้นอนาคต

เราตั้งกุศโลบายในการชักชวนการท่องเที่ยวผิด Unseen Thailand อันซีนแปลว่าอะไร ที่นั่นเวอร์จิ้นที่สุด บริสุทธิ์ที่สุด ไม่เคยมีใครแตะต้อง เพราะฉะนั้นรีบมาเร็ว ก่อนที่มันจะเสียความบริสุทธิ์ไปเยอะ แล้วเราก็ไปถ่ายภาพนู้ดพวกสถานที่อันซีนทั้งหลายไปโฆษณา เด็กเพิ่งมาใหม่ๆ เลย คนก็แห่กันไปกระทำชำเราด้วยความใคร่ ไม่ใช่ความรัก ทำไมเขาต้องทะนุถนอมมัน เพราะเขามาใช้บริการ เสร็จแล้วก็เอาเงินปาหัว กลับ ที่นั่นก็เละเทะหมด พอเละแล้วโทรมทำไง ก็ต้องหาเด็กใหม่ๆ มาถ่ายรูปไปโฆษณาใหม่ นั่นคือสิ่งที่การท่องเที่ยวเป็น ทำยังไงถึงจะให้การท่องเที่ยวดี

ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกรักสถานที่ท่องเที่ยว

เปล่า ทำให้เจ้าของท้องที่รู้สึกรัก ทำให้เขาเห็นคุณค่า ถ้าเจ้าของทรัพยากรเขายังไม่รักแล้วใครจะมาดูแล จะให้นักท่องเที่ยวมาดูแลเหรอ เขาเป็นคนจ่ายเงินนะ แต่ถ้าเรารักและหวงแหน ถึงเขาจะจ่ายเงิน แต่ถ้ามาทำลายเราก็ไม่เอา เราเคยเรียกร้องให้คนในทุกท้องที่รักมรดกของเราไหม มีอยู่วันหนึ่งผมพาเด็กสาธิตประถมไปเที่ยวปราสาทหินพิมาย สนุกมาก เด็กซักกันสนุกเลย เล่นกันแหลกลาญ พอเที่ยงออกมาก็มีฉิ่งฉับทัวร์พรืดมาถึง 3 คันรถ หัวหน้าทัวร์บอกว่า ให้เวลา 1 ชั่วโมงในการเข้าไปดูปราสาทหิน ขอให้ทุกคนเร็วนะ เขาก็กรูกันลงจากรถพอจะเดินเข้าต้องเสียเงิน 20 บาท โอ๊ะ มาดูกองหิน เก็บตั้ง 20 บาท คนที่ลงจากรถมาก็เลยกรูกันมาถ่ายรูปหมู่หน้าป้าย แชะเสร็จไปช้อปปิ้ง นั่นแหละเที่ยวปราสาทหินพิมาย เพราะปราสาทหินพิมายเป็นแค่กองหินกองเดียว ดูที่ไหนก็ได้ แล้วถามว่าใครจะรักษา

เมื่อกี๊คนที่โทรเข้ามาเป็นช่างจากเมืองกาญจน์ ผมให้หาช่างเพราะที่ปราสาทมีคนไปทุบฐานชุกชีทิ้ง โห เสียหายอย่างร้ายแรงที่สุด กรมศิลป์เขาก็ไม่รับผิดชอบ บอกว่างบประมาณที่ได้รับมา ถ้าไปตามทำอย่างที่อาจารย์ว่าทุกแห่งทั่วประเทศ ได้แห่งละบาทเดียว ผมก็เลยถามว่า ถ้าจะซ่อมเองผมต้องทำยังไง เขาก็บอกให้ช่างมาดูแล้วถ่ายแบบมาว่าจะทำแบบไหน ต้องไม่เปลี่ยนแปลงแบบเดิม กรมศิลป์อนุมัติก็ทำได้ ผมเลยนัดช่างวันจันทร์หน้า ผมซ่อมของผมเอง

แพงไหมครับ

ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน คงเป็นแสน คราวที่แล้วทนไม่ไหว จิตรกรรมฝาผนังที่วัดวังจังหวัดพัทลุงสวยมาก แต่บานประตูบานหน้าต่างปลวกมันกินหายหมด ฝนก็เข้า หลวงพ่อท่านก็ให้ช่างเอาบานไม้ธรรมดามาปิดไว้ไม่ให้ฝนเข้า แต่ปลวกมันก็ยังกินต่อ เรียกร้องเท่าไหร่เขาก็ไม่ทำ ผมเลยติดต่อบริษัทกำจัดปลวกไปฉีดป้องกันปลวกบริเวณรอบอุโบสถและระเบียงคด ตีราคามาห้าหมื่น ผมก็ให้เขาไปขออนุญาตเจ้าอาวาส เอาตราวัดประทับแล้วไปยื่นศิลปากรเขตให้อนุมัติแล้วลงมือทำ

ทั้งสองงานนี่เงินใครครับ

เงินผมสิ พอ 2 ปีต่อมาผมก็ไปดู อยากจะร้องไห้ ตอนนั้นเคี่ยวเข็ญให้เขามาทำเขาบอกไม่มีงบ พอทำเรื่องอนุมัติให้ผม เขาของบได้ เอาเรื่องที่ผมส่งทางโน้นมาขอเงิน แล้วก็รื้อที่ผมฉีดปลวกทิ้งหมด ผมก็จ่ายเงินไปห้าหมื่นโดยที่ไม่ได้ผลอะไรเลย ผมจะไม่ทำบุญ แต่จะพยายามทุกวิถีทางเพื่อรักษามรดก เพื่อให้คนต่อไปมีโอกาสได้ภาคภูมิใจกับคนในอดีต

อาจารย์มองศาสนาในแง่ไหนครับ

วันหนึ่งผมก็เอาคนไปติดตามชีวิตหลังความตายของทุกศาสนา

ที่ไหนครับ

ทั่วเลย เข้าไปที่โบสถ์ซิกข์ว่าเขาคิดยังไงเวลาคนตายแล้ว เข้าไปฮินดู มุสลิม จีน คริสต์ พุทธ ว่าคิดยังไงกัน รู้ไหม ทุกศาสนาเหมือนกันหมดยกเว้นศาสนาพุทธ ทุกศาสนาเมื่อตายวิญญาณจะขึ้นไปพบศาสดาแล้วศาสดาจะทรงกำหนดเอง แต่ศาสนาพุทธไม่ ทุกอย่างเราเป็นคนกำหนดเอง ไม่ใช่ศาสดา กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นผู้นั้นรับ ใครทำกรรมดีก็ได้รับกรรมดี ก่อกรรมไม่ดีก็ได้รับกรรมไม่ดี ไม่ต้องรอให้ตาย แล้วศาสนาพุทธล้างบาปไม่ได้ สะสมบุญเพิ่มแต่กรรมที่เราก่อก็ลบกันไม่ได้ ผมพาเขาไปดูทั่วกรุงเทพฯ เลย

อาจารย์มองแบบนักวิทยาศาสตร์มากๆ

ศาสนาคือวิทยาศาสตร์ วิทยาสาสตร์คือ way of life เพราะฉะนั้นการเรียนวิทยาศาสตร์คือการเรียนเพื่อเข้าใจในชีวิตทุกชีวิตที่อู่รอบตัวเรา ทั้งคน ทั้งสัตว์ ทั้งแมลง ทั้งพืช รวมทั้งก้อนหินก้อนดินเพราะทุกอย่างมันเป็น life หมด มันมีวัฏจักรหมด มีเกิดแก่เจ็บตายหมด วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เครื่องมือหากิน วิทยาศาสตร์สร้างให้เกิดปัญญา เกิดความเข้าใจ เกิดความรัก แล้วเมื่อเราเอาความรักไปใช้ตามที่ต่างๆ ก็จะเกิดความสุข แต่เทคโนโลยีคือ tool for harvest life เป็นวิชาที่ว่าด้วยการทำมาหากิน เก็บเกี่ยวชีวิต คนสมัยก่อน ก่อนที่จะรู้จักเก็บเกี่ยวทำมาหากิน เขาจะสอนให้รู้จักชีวิต เข้าใจชีวิต เราจะได้เบียดเบียนกันเท่าที่จำเป็น เพราะในการทำมาหากินคือการเบียดเบียนชีวิตทั้งหมด ยิ่งเราหาเงินมาเยอะเท่าไหร่ ก็ยิ่งเบียดเบียนมาเยอะเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจวิทยาศาสตร์แล้วเรียนรู้เทคโนโลยี เราก็จะใช้เทคโนโลยีนั้นเพื่อการช่วยเหลือ

ทำไมทุกวันนี้อาจารย์ถึงยังไม่อยากวางมือครับ ทั้งๆ ที่อาจารย์ก็ร่างหลักสูตรแห่งความสุขสำเร็จแล้ว

คำว่าหลักสูตรแปลว่าอะไร แล้วของทุกอย่างมันมีหยุดนิ่งไหม ส่วนหนึ่งเป็นความสนุกส่วนตัว แต่เป้าหมายสูงสุดอยู่ตรงไหน อยู่ตรงทำให้คนบ้านเมืองนี้ได้รู้จักบ้านเมืองตัวเอง รู้จักชนชาติตัวเอง ถ้าเราเรียนอยู่จุฬาฯ เราก็ควรจะรู้จักจุฬาฯ ว่าชีวิตที่อยู่ร่วมกันมีใครบ้าง ก่อนเข้ามาเรียนทุกคนบอกว่าจุฬาฯ มีต้นไม้ชนิดเดียวคือ ต้นไม้ พอเรียนๆ ไป ทำไมจุฬาฯ ต้นไม้เยอะอย่างนี้ หลากหลายไปหมด เป้าหมายคือผมต้องการให้ทุกคนมีปัญญาเป็นของตัวเอง ปัญญาไม่ได้เกิดจากความรู้แต่เกิดจากการเรียนรู้ ถ้าอยากมีปัญญาเราต้องพัฒนาศักยภาพของโสตทั้งห้าให้สูง จากการที่เราไม่เคยใส่ใจเลย มองทุกอย่างเหมือนกันหมด ผมต้องพยายามทำให้คุณมองแยกให้ออก นี่คือหัวใจของความคิดสร้างสรรค์ เพราะความคิดสร้างสรรค์คือการมองสิ่งเดียวกับที่คนอื่นมองแต่คิดไม่เหมือนกัน เพราะเราสามารถเก็บรายละเอียดได้มากกว่า และคิดเพิ่มจากรายละเอียดนั้น ผมพูดเสมอ ทุกคอร์สที่ผมสอน ผมต้องการสร้างนักปราชญ์

ไม่ใช่นักเรียน

นักเรียนให้ที่ไหนสร้างก็ได้ นายพลต้องเป็นปราชญ์ ส่วนพลทหารเป็นนักเรียน การสร้างปราชญ์ให้คิดเป็น สร้างเยอะไม่ได้ แต่สิ่งที่จุฬาฯ ต้องการคือพลทหาร เพราะจำนวนเยอะ รายได้เยอะ เขาไม่ได้มอง outcome มอง income มองแต่จะเทกไม่มอง give ผมถึงพูดตั้งแต่แรกว่า สังคมไทยเรากำลังวิกฤต เพราะเรามองแต่จะเทก

ทำไมเวลาสอนอาจารย์ถึงชอบพาเด็กออกมาเรียนนอกห้อง

อ้าว ในห้องมีอะไรให้สังเกตล่ะ มีผนัง 4 ด้าน หมดแล้ว ออกมาข้างนอกมีอะไรให้สังเกตเยอะแยะไปหมด คนที่เดินบนถนนหน้าไม่เหมือนกันสักคน เห็นไหม เราเรียนรู้ได้ทั้งนั้นแหละ

พามาสังเกต ตั้งคำถาม เพื่อให้เกิดปัญญาของตัวเอง

ใช่ เพื่อพัฒนาศักยภาพการสังเกตของเขา หัวใจที่สุดยอดของการสังเกตคือ ไม่อธิบาย เมื่อไหร่ก็ตามที่เราชิงอธิบาย คนนั้นจะตาบอด เขาจะไม่เห็นรายละเอียดอื่นนอกจากสิ่งที่เราอธิบาย เพราะฉะนั้นผมจะถามว่ามองแล้วคิดยังไง หรือให้โจทย์ไปหาคำตอบกันเอง

อย่างที่อาจารย์เคยบอกว่า ความรู้เป็นศัตรูของปัญญา

ปัญญาเกิดจากการเรียนรู้ เรียนรู้เกิดจากการสังเกต แต่ความรู้มันเกิดจากความจำ มีครั้งหนึ่งผมพาครูที่สอนวิทยาศาสตร์ไปสวนพฤกษศาสตร์ ไปถึงผมบอกให้เวลาครึ่งชั่วโมง ให้ครูแบ่งเป็นกลุ่ม กระจายกันไปสำรวจพืชในสวนพฤกษศาสตร์ทั้งหมดแล้วแยกพืชทั้งหมดออกเป็นสองพวกมาให้ที ไม่มีกลุ่มไหนไปดูเลย เพราะพวกนี้อาจารย์สอนพฤกษศาสตร์ ตอบเลย กลุ่มนี้ใบเลี้ยงคู่ ใบเลี้ยงเดี่ยว กลุ่มนี้พืชยืนต้น พืชล้มลุก กลุ่มนี้ไม้พุ่มกับไม้ยืนต้น สารพัด ผมถามว่า กลุ่มใบเลี้ยงคู่ ใบเลี้ยงเดี่ยว พาผมไปชี้ที มะขามใหญ่ต้นนี้ใบเลี้ยงมันอยู่ตรงไหน มันต้องอยู่ในเมล็ด แล้วเมล็ดมันอยู่ตรงไหน ไม่มี แปลว่าอาจารย์ไม่ได้เอาการสังเกตของอาจารย์มาตอบ ถ้างั้นเอาความรู้มาตอบก็ได้ มะขามใบเลี้ยงคู่ใบเลี้ยงเดี่ยว ใบเลี้ยงคู่ แล้วเฟิร์นใบเลี้ยงคู่ใบเลี้ยงเดี่ยว เฟิร์นเป็นพืชชั้นต่ำอาจารย์ ไม่มีใบเลี้ยง อ้าว แล้วเราจะจัดเฟิร์นไว้ข้างไหน ผมบอกให้จัดเป็นสองพวก ตกไป ตกหมด แล้วรู้ไหมใครตอบคำถามผมได้ เด็กป.3 เพราะเขาไม่เคยเรียน เขาวิ่งหา กลุ่มนึงบอกว่าพืชที่มีกิ่งกับพืชที่ไม่มีกิ่ง คุณว่ามะพร้าวมีกิ่งไหม

ไม่มี

แล้วหญ้าล่ะ

ไม่น่านะครับ

คุณรู้ไหมกิ่งกับใบต่างกันยังไง

ไม่รู้ครับ

รู้จักรยางค์ไหม

สิ่งที่แยกออกมาจากแกนหลัก

ถ้ารยางค์ที่เจริญเติบโตไม่มีขีดจำกัดเรียกว่ากิ่ง รยางค์ที่เจริญออกมาแล้วหยุดเรียกว่าใบ ซึ่งอาจจะออกมาเป็นหนามหรืออะไรก็ได้ สิ่งเหล่านี้ไม่มีในตำรา ถ้าจะเรียนในคลาสผมต้องใช้ปัญญา อย่าใช้ความรู้ ไม่งั้นจะตก เพราะเขาจะคิดต่อไม่ได้

ทราบว่าวิชาที่อาจารย์สอน ไม่เคยใช้ตำรา

มันใช้ความคิดน่ะ สังเกตสิ่งรอบตัว เห็นอะไรก็สังเกตแล้วก็คิดกัน ตำราก็นี่ไง (ชี้ไปที่ต้นไม้) รอบตัวเราตำราทั้งนั้น แล้วทำไมต้องไปดิ้นรนหาตำราที่ไหนอีก

การสอนแบบนี้มีผลต่อการถูกประเมินโดยคณะไหมครับ

มีแน่ แต่ผมไม่ได้ใส่ใจ ทำไมเราต้องใส่ใจ เพราะเราอยากได้ income อยากเลื่อนตำแหน่ง ผมไม่ได้ใส่ใจ income ผมใส่ใจ output ผมคิดแต่ว่าทำยังไงถึงจะได้ output ที่ดีที่สุด ผมถึงทำอย่างนี้ ส่วนเขาจะประเมินยังไงผมไม่รู้

ขอโทษครับ ทางคณะมองว่าอาจารย์เป็นตัวประหลาดไหมครับ

อ๋อ แน่นอน ตั้งนานแล้ว

อาจารย์ไม่ได้คิดอะไร

รู้ไหมทำยังไงถึงจะให้ชีวิตมีความสนุก หนึ่ง หลีกหนีความเกลียดให้ไกล สอง ทำลายความวิตกกังวลให้หมด สาม ทำตัวให้เป็นอิสระจากสังคม สุดท้าย มีชีวิตที่เรียบง่าย ทำไมเราถึงไม่เป็นอิสระจากสังคม

เรายังต้องพึ่งพาสังคม

เปล่า เราอายที่จะแตกต่างจากสังคม เคยอายไหม ความอายคืออะไร ความอายคือความรู้สึกของเราที่คิดว่าคนอื่นจะคิดกับเรายังไง มากกว่าคิดว่าเราทำสิ่งนั้นเพื่ออะไร จริงไหม พอเราอายปุ๊บ เราไม่เป็นตัวของตัวเองแล้ว เราต้องพยายามทำตัวให้เป็นอย่างที่เราคิดว่าเขาอยากให้เราเป็น

ทั้งๆ ที่เขาอาจจะไม่ได้คิดก็ได้

ใช่ เราคิดเอง นั่นคือความอาย ถ้าสิ่งนั้นทำแล้วให้ประโยชน์กับสังคม ให้ประโยชน์กับตัวเอง ทำไมเราถึงไม่ทำล่ะ ทำวิญญาณเราให้เป็นอิสระจากสังคมเราจะมีชีวิตที่สนุก แต่ไม่ได้หนีสังคมนะ ถ้าเราต้องทำกิจกรรมร่วมกับเขา เราต้องทำสอดคล้องกับข้อตกลงว่าเราตกลงกันยังไง แต่ถ้าเราทำของตัวเราเอง ชีวิตอิสระของตัวเราเอง เราก็ทำไป

"หัวใจที่สุดยอดของการสังเกตคือ ไม่อธิบาย เมื่อไหร่ก็ตามที่เราชิงอธิบาย คนนั้นจะตาบอด เขาจะไม่เห็นรายละเอียดอื่นนอกจากสิ่งที่เราอธิบาย"

(จากคอลัมน์ a day with a view - a day 90 กุมภาพันธ์ 2551)

อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่
ตอนที 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 4

ภาพ กิตติศักดิ์ ทวีกิจภิญโญ

ทรงกลด บางยี่ขัน

บรรณาธิการบริหารนิตยสาร a day และ HUMAN RIDE และนักเขียนผู้สนุกสนานกับสื่อสารผ่านตัวหนังสือและชักชวนคนออกเดินทาง

related post