22

เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี : พระเอกมิวสิกวิดีโอ-โฆษณา ที่หลงใหลการแสดงเป็นที่สุด

เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี ปรากฎตัวในผลงานมิวสิกวิดีโอ-โฆษณาหลายชิ้น เขาคือพระเอกโฆษณา Move On ของ eBay ที่กำลังจะออนแอร์, ช่างซ่อมรถเท้าไฟใน MV ซิ่ง ของวง polycat, ชายหนุ่มผู้ไม่รู้จักเบอร์รองเท้าแฟนตัวเองใน 39 โฆษณา Rompboy ฝีมือเต๋อ นวพล, นักมายากลหน้าตาฟกช้ำใน MV ปลิดปลิว ของ Bodyslam, อดีตนักร้อง AF รุ่น 7 และอีกหลายบทบาทหล่อๆ ที่เราเคยเห็นผ่านหน้าจอ

เมื่อเจอตัวจริง เบนปล่อยรัศมีความธรรมดา เป็นความติดดินบ้านๆ ที่ทำให้ผู้พบเห็นสบายใจ ในวันที่อากาศร้อนจนน่าหงุดหงิด หนุ่มลูกครึ่งไทย-อังกฤษทักทายเราอย่างสุภาพ ตอบคำถามจริงใจ และอนุญาตให้เรารู้จักตัวตนเบื้องหลังกล้องของชายผู้ตกหลุมรักการแสดงอีกครั้งและอีกครั้ง

คุณเริ่มเรียนการแสดงจากที่ไหน
ผมเป็นคนเชียงใหม่ ชอบการแสดงตั้งแต่เด็กๆ จำไม่ได้ว่าทำไมถึงชอบ แต่น่าจะเพราะเป็นลูกคนเดียว แล้วอยากทำกิจกรรมอะไรสนุกๆ เคยไปกาดสวนแก้วมั้ยครับ ที่เชียงใหม่มีโรงละครกาดเธียเตอร์ เมื่อก่อนครูช่าง (ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง) เขาไปเปิดโรงเรียนสอนการแสดงที่นู่น ผมก็ได้ไปคลุกคลีมีเพื่อน และด้วยความเป็นเด็ก มันไม่ได้คิดอะไรอยู่แล้ว พอทำการแสดง มันบริสุทธิ์มาก ผู้ใหญ่พอมาหน้าเซ็ตจะคิดเยอะ เพราะเราโตแล้ว เด็กมันก็เล่นไปซื่อๆ ตอนนั้นมันไม่มีอะไรยาก ผมอาจจะเริ่มรักการแสดงเพราะตอนนั้นก็ได้

หลังเรียนการแสดงแล้วเกิดอะไรขึ้น
พ่อแม่ผมเป็นครูทั้งคู่ ไม่ค่อยอินกับการแสดงเท่าไหร่ คิดว่าไม่น่าไปไหนไกลได้ เขาอยากให้ผมเรียนจบเป็นหมอ เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันจะตึงนิดนึง ต้องตั้งใจเรียน เกรดสำคัญ ด้วยความที่เป็นลูกครึ่งก็จะมีวัฒนธรรมต่างๆ จากพ่อ เช่น ทำสิ่งนี้ไม่ดีห้ามออกจากบ้าน ทำตรงนี้ไม่ดีห้ามไปเรียนการแสดง ส่วนแม่ผมให้เรียนการแสดงได้ต่อแต่ต้องตั้งใจเรียนนะลูก การทำโทษไม่ค่อยเหมือนกัน

ในที่สุดมีช่วงหนึ่งในชีวิตผมที่ไม่ได้ไปต่อเรื่องการแสดง คิดถึงมันเหมือนกัน แต่ก็ไปเรียนหนังสืออย่างเดียวเพราะเรากำลังจะเข้ามหา’ลัย ผมทิ้งการแสดงมาจมกับการเรียน มันนานจนเราลืมไปเลย ลืมไอ้ความรู้สึกที่เราได้เล่นละครเวทีหรือเราได้บทมา ได้อ่าน ได้เล่น แล้วมันนานมากกว่าจะมาติดเครื่องเหมือนเดิมได้ ผมเลยรู้สึกว่าบางคนโชคดีมากๆ ที่เกิดมาแล้วรู้ว่าตัวเองชอบหรือรักอะไรมาตั้งแต่เด็ก แล้วพ่อแม่ก็ให้อิสระนั้น มันวิเศษมากๆ ผมว่าผมโชคดีนะ ครอบครัวผมก็อบอุ่น แต่แค่รู้สึกว่าบางทีพ่อแม่ก็อยากให้ลูกเป็นในสิ่งที่เขาอยากให้เป็นจนเกินไป แต่ไม่เคยถามเด็กว่าอยากเป็นสิ่งนั้นหรือเปล่า

แต่หลังจากนั้นคุณก็ไปสมัคร AF
ตอนอายุ 18 ชีวิตผมมันค่อนข้างสับสนอยู่เหมือนกันว่าจะไปทางไหนดี คือเพื่อนชวนไปสมัคร เราก็ไม่ได้ซีเรียสว่าจะได้ แต่ดันได้ก็เลยติดสัญญา 5 ปี ที่เรียนเตรียมสอบหมอมาทั้งหมด หมดเลย จบเลย อยู่ดีๆ โหมดอยากเป็นหมอที่เราโดนไซโคมามันหายไปในพริบตา เพราะการแสดงที่เรารักมาตั้งแต่เด็กมันกลับมาอีกแล้ว เหมือนเปิดโอกาสให้อีกรอบ ตอนนั้นผมก็เลยงงๆ เพราะเราลืมความรู้สึกนั้นไปแล้วไง ไฟเพิ่งมาติดประมาณ 2 - 3 ปีที่แล้วเอง

คุณประกวดเป็นนักร้อง แต่ชอบการแสดงมากกว่าดนตรีเหรอ
ผมชอบเหมือนกัน แต่รู้สึกว่ามันคนละโหมดสำหรับตัวเรา การแสดงต้องมีผู้ชม เล่นให้ทุกคนเห็น แต่ดนตรีเป็นเหมือนเรื่องส่วนตัวของผมมากกว่า เป็นเรื่องปลีกวิเวก คือดนตรีก็เล่นให้คนอื่นฟังได้เหมือนกัน แต่สมมติทำงานเหนื่อยๆ มา ผมก็จะกลับบ้านมาเล่นกีตาร์อยู่คนเดียว แต่งเพลง เล่าเรื่องราวเหมือนเป็นไดอารี่ให้ตัวเองได้โดยไม่ต้องมีคนดู

ตอนมีคนดูเราในฐานะนักร้อง AF ชีวิตเป็นยังไงบ้าง
ตอนอยู่ AF คนมันเยอะมาก หลายชีวิตมาก คือสำหรับเรามันดูเป็นมายาหมดเลย แล้วก็ไม่ได้มีความสุข พอผมหมดสัญญาปุ๊บ ผมนึกว่าผมจะจบแล้ว คงไม่ได้มีงานแล้ว ตอนนั้นคิดว่าทำไมชีวิตกูไม่มีความแน่นอนเลยวะ ก็ช่างแม่ง ช่างแม่งมาหลายโอกาสในชีวิตมาก หลังจากนี้คงต้องไปใช้ชีวิตต่อ หาสิ่งที่เรารักต่อ

ซึ่งสิ่งนั้นคือการเป็นนักแสดง
มันค่อยๆ มานะ อยู่ๆ ก็มีพี่แคสติ้งเรียกให้ไปแคสต์โฆษณา Mountain Dew อันนั้นเป็นงานจุดประกายอันแรกของผมเลย ผมไปเลย แล้วผมก็ไม่ได้คิดอะไร ผู้กำกับเขาก็ดูชอบ น้องเล่นธรรมชาติดี ดูไม่เสแสร้ง ดูไม่ขี้เก๊ก พี่ชอบ

ตอนนั้นผมอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว ด้วยธรรมเนียมฝรั่งคือ มึงต้องใช้ชีวิตได้แล้ว มึงออกไปตรงนั้นมึงต้องรับผิดชอบตัวเองได้แล้ว ช่วงนั้นเราตังค์ไม่ค่อยมี แต่ไม่อยากขอพ่อแม่ เราอยากพิสูจน์ตัวเองว่ากูแม่งอยู่คนเดียวได้ พอได้ก้อนนั้นเราก็ดีใจ แต่คิดว่ามันเป็นก้อนสุดท้ายเลยไม่กล้าใช้ เลยเก็บอย่างดีอะ จริงๆ มันเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผมว่าอย่าเพิ่งไปสรุปอะไร อย่าคิดว่านี่คืองานสุดท้ายของมึง อย่าเพิ่งไปคิดถึงอนาคต ทำวันนี้ให้ดีที่สุด มึงอยู่กับปัจจุบัน Mountain Dew อะ มึงทำมันให้ดีที่สุดเลย จะมีงานต่อมั้ย ช่างแม่ง

พอช่างแม่งแล้วเกิดอะไรต่อ
ปล่อยปุ๊บมีคนโทรมาว่า สนใจเล่น MV บอดี้แสลมรึเปล่า เดี๋ยวๆ พี่ ฟรีผมก็เล่น ก็เลยได้ไปทำความรู้จักกับพี่บาส เป็นช่วงสำคัญมากในชีวิตผม การทำความรู้จักกับพี่บาส (นัฐวุฒิ พูนพิริยะ) ผู้กำกับ เคาท์ดาวน์ วันนั้นเขาก็งงๆ เหมือนกันนะ คือบทที่ผมเล่นเป็นนักมายากลวัยรุ่นในเรื่อง มีฉากเล่นกลต่อหน้ากล้อง มึงไปทำการบ้านมา กูจะมาดูมึงหน้าเซ็ต ผมก็เลยกลับไปทำการบ้านมา เต็มที่เลย เราเพิ่งคิดตอนนั้นได้ว่ากูลืมความรู้สึกชอบการแสดงนั้นไปแล้ว ลองสมมติไปเถอะว่าความรู้สึกนั้นยังอยู่แล้วก็อินไปกับมัน พอถ่ายอีกวันนึงออกมาดี กูชอบว่ะ มึงทำอะไรวะ พี่บาสเขาก็ติดใจเขาก็ชวนไปเล่นโพลีแคทอีก ตั้งแต่ตอนนั้นงานก็เริ่มไหลเข้ามา แต่ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะมาหรือไม่มา ผมก็ทำให้มันเต็มที่อะครับ

ตอนเล่น MV ซิ่ง เป็นยังไงบ้าง
ตอนแรกพี่บาสไม่ได้บอกเลยว่าจะมีเต้น ผมก็ไม่ค่อยถนัดเต้นอยู่แล้ว ต้องมาเรียน 20 นาทีก่อนถ่าย เอาแบบคลิปนี้นะ บ้าไปแล้ว (หัวเราะ) ต้องเต้นอารมณ์ Footloose ยุค 80 ปกติผมไม่ได้เสพยุคนี้เลย ไม่ฟังพวก synthesizer ผมชอบ 60 ชอบจิมมี่ เฮนดริกซ์ ชอบยุคฮิปปี้ ไม่ค่อยได้ศึกษาวัฒนธรรมหรือธรรมเนียม 80 รู้คร่าวๆ ว่าไมเคิล แจ็คสัน น่าจะอยู่ประมาณช่วงนั้น ผมก็ทำใจเชื่อว่าตัวเองทำได้ เชื่อว่าตัวเองเป็นไมเคิล แจ็คสัน (หัวเราะ) บางทีเราแสดงไม่ได้ แต่เราแค่ต้องรู้สึก มันจะมาเอง ผมก็เต้นตลอด ตั้งแต่บ่ายสาม เลิกอีกทีหกโมงเช้า เอาแรงๆ ไว้ก่อน เดี๋ยวดีเอง

คุณถนัดเล่น MV มากกว่าการแสดงแบบอื่นรึเปล่า
ใช่ มันทำให้เราได้สำรวจ ลองอะไรใหม่ๆ เพราะว่าผู้กำกับเขาจะฟรีมาก ถ้าเราเชื่อมั่น เรารู้สึกจริงตอนเล่น มันไม่มีอะไรผิด โฆษณามันก็ไม่ได้เอื้ออะไรเท่าไหร่ ผมชอบ MV ที่สุด ได้เล่น MV ของศิลปินที่ตัวเองชอบจะฟินมาก เพราะผมรู้สึกว่าการแสดงพอมันมีเพลง มันมีมิติ ทำให้เราอินกับความรู้สึก บางทีคำพูดมันไม่สามารถช่วยอะไรได้ แต่พอเป็นเสียงเพลงเท่านั้นแหละอินง่าย

ในฐานะนักแสดง คุณกลัวอนาคตในวงการมั้ย
ผมเป็นฟรีแลนซ์ ไม่ได้คิดอะไรอย่างงั้นเลย ผมแค่รู้สึกว่ามันเป็นศิลปะการแสดงแล้วก็ไม่ได้เห็นภาพว่ามันคือวงการ รู้สึกตัวอีกทีก็เล่น MV โฆษณา หรืออะไรแบบนั้น สำหรับผมการแสดงมันไม่เกี่ยวกับหน้าตานะ มันเกี่ยวกับเนื้อหาหรือความหมายของมันมากกว่า บางคนเสพสื่อเพราะคนนี้หล่อดี ชอบ แต่ไม่ได้ดูว่าเขาเล่นยังไงเลยนะ คนนั้นสวยดี โอ้โห สาวเกาหลีเลย บางทีสิ่งเหล่านั้นมันหลอกลวง สิ่งสำคัญจริงๆ อาจจะอยู่ที่ว่าเขาแสดงยังไง หรือส่วนตัวเขาเป็นคนยังไง เขาเป็นคนดีหรือเปล่า เขามีสติหรือเปล่า เขาตื่นหรือเปล่า ผมว่าพวกนี้มันสำคัญกว่ารูปลักษณ์ภายนอก ก็เลยไม่ค่อยซีเรียสเท่าไหร่ว่าต่อไปจะแก่ หรือจะยังมีงานหรือเปล่า เรามีความคิดความเชื่ออะไร อยากแสดงอะไร อยากให้คนดูดูแล้วรู้สึกยังไง ก็ทำมันไป

แล้วต่อไปคุณอยากเห็นตัวเองเป็นแบบไหน
ผมยังไม่เห็นตัวเองไปไกลขนาดนั้น บางทีผมไม่ได้คิดถึงเรื่องอนาคต ไม่อยากคิดว่าผมจะเป็นแบบไหน ผมแค่อยากอยู่กับปัจจุบันแล้วก็สังเกตทุกสิ่งที่อยู่รอบข้าง คืออยากมีเป้าหมาย แต่ไม่ได้อยากวาดให้มันชัดขนาดนั้น บางทีพอเราหลงรักอะไรมากๆ เราก็อยากจะวาดภาพไปข้างหน้า ตื่นเต้นจนไม่มีสมาธิที่จะทำให้มันเต็มที่ ณ ตอนนี้ หรือถ้าสมมติเราวาดภาพไว้แล้วมันไม่เป็นอย่างงั้นจริงๆ ก็จะผิดหวัง อะไรก็เกิดขึ้นได้ มันไม่แน่นอน การวาดภาพเป็นเหมือนการหลอกตัวเองมากกว่าว่าเราต้องเป็นแบบนั้น แล้วกูจะเป็นหรือเปล่า แล้วมันจะเริ่มคิดหลายๆ เรื่องต่อจากนั้น ผมเลยไม่ค่อยไปฝั่งโน้นเท่าไหร่ อยู่ตรงนี้แหละดีที่สุดแล้ว ทุกอย่างมันก็ไหลมาเอง ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ทำสิ่งที่รักแล้วก็ทำให้มันเต็มที่ก็พอ

ตอบได้ดี เท่านี้น่าจะพอแล้วล่ะ
เดี๋ยวก่อน นี่ผมจดมาด้วยนะว่าอยากพูดอะไรบ้าง ยังมีอีก (เปิดดูสิ่งที่จดในมือถือ)

อะไรอีก
ผมอยากบอกว่าผมชอบทำความสะอาดบ้าน ผมถูบ้านทุกวันเลย มันช่วยให้มีสมาธิ ถ้าบ้านเป็นพื้นหินอ่อน เคล็ดลับที่ทำให้สะอาดคือน้ำส้มสายชู

แล้วถ้าพื้นเป็นไม้ปาร์เก้ล่ะ
อันนั้นไม่รู้เหมือนกัน น่าจะต้องใช้น้ำยาสำหรับพื้นไม้โดยเฉพาะ

ขอบคุณสำหรับเคล็ดลับ มีอะไรอยากบอกอีกมั้ย
ผมนับถือผู้หญิงมาก ผู้หญิงเป็นเพศที่เก่งมาก 2 สิ่งที่ผมทำไม่ได้ในชีวิตนี้ คือ ตั้งท้องกับใส่ส้นสูง อ้อ กรีดอายไลเนอร์ด้วยครับ

ภาพ ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ

ภัทรียา พัวพงศกร

นักสะสมตั๋วละครเวทีและสูจิบัตร ยามว่างรับจ้างเขียนบทความ, ละครเวที, ละครทีวี, และทำงานผ่านเน็ตวันละหลายชั่วโมง

ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ

ช่างภาพที่ชอบลืมว่าตัวเองเป็นช่างภาพ และกำลังจะมีโปสการ์ดบุ๊กเล่มใหม่

related post