37

มานิต อุดมคุณธรรม : นักธุรกิจผู้ลงทุนปลูกป่าด้วยความบ้าแต่น่ารัก

ใครนะ

หลายคนคงพูดประโยคนี้เมื่อเอ่ยชื่อ มานิต อุดมคุณธรรม

หากแนะนำตัวผู้ชายคนนี้ด้วยงานที่เขาทำ หลายคนคงร้องอ๋อและอยากขยับเข้ามานั่งใกล้วงสนทนา

เขาเป็นเจ้าของห้างโรบินสัน เสื้อผ้า S’FARE และ PJ Jeans และเป็นผู้บริหารระดับสูงในกิจการใหญ่ยักษ์หลายแห่ง อย่างเช่น Sports World และ HomePro

อายุ 16 ปี เขาเริ่มทำธุรกิจขายเสื้อผ้าของตัวเอง นั่นทำให้เขาเรียนจบแค่ชั้น ม.6

อายุ 30 ปี เป็นเจ้าของห้างโรบินสัน

อายุ 39 ปี ทำงานหนักจนสุขภาพกายและใจทรุดโทรม จนเริ่มหันมาออกกำลังกายและศึกษาธรรมะ

ซ้อมวิ่งอยู่ 1 ปี เขาวิ่งมาราธอนสำเร็จ

ห้างโรบินสันสนับสนุนการวิ่งในทุกรูปแบบเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน

ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง เขาขายกิจการโรบินสันให้เซ็นทรัล

อายุ 70 ปี เขากลับมาลงทุนทำโครงการขนาดใหญ่อีกครั้ง เป็นคอนโดมิเนียมชื่อ Swan Lake ที่เขาใหญ่ โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ใครๆ ก็บอกว่าบ้า เพราะปลูกป่ามากกว่าปลูกอาคาร

เขาคือนักธุรกิจที่ขึ้นชื่อเรื่องการคิดนอกกรอบ นั่นทำให้โรบินสันสร้างสรรค์แคมเปญทางการตลาดแปลกประหลาดมากมาย

วิธีคิดในการทำโรบินสันว่าแปลกแล้ว

สวอนเลคประหลาดกว่าหลายเท่า

ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของกิจการตอนอายุ 16 เป็นยังไง
ตอนนั้นมีความสุขวันเดียวคือวันเสาร์ เพราะเป็นวันเดียวที่ไม่ต้องวิ่งหาเงิน ไปเข้าเช็ค เราเปิดบริษัทด้วยความตั้งใจที่ใหญ่กว่ากระแสเงินสดที่เรามี ไม่พร้อมสักอย่างเลย ต้องแก้ปัญหาตลอดเวลา

เทคนิคการขายของเด็กอายุ 16 คือ
จริงใจ เรากะล่อนไม่เป็น มีแต่ความตั้งใจจะหาเงินมาหมุน ความจริงใจที่มีให้ทุกคนมันดูออกนะ มันหลอกกันไม่ได้ ผมทำธุรกิจด้วยความรู้สึกเป็นมิตร เป็นเพื่อนกับเจ้าของร้าน เป็นเพื่อนกับพนักงานขาย เรามีประสบการณ์จากการเดินทางทั่วประเทศ เห็นไอเดียการจัดเสื้อผ้าโชว์ก็เอาไปแนะนำอีกร้าน พอมีลูกค้าเข้าร้าน เราก็ช่วยขายของ ร้านถึงสนับสนุนสินค้าเราเต็มที่ สินค้าเราในภาคใต้นี่ดังมาก ไม่ว่าจะทำอะไรร้านที่เป็นเพื่อนๆ กันก็สนับสนุนเต็มที่ มีช่วงนึงเรามีวิกฤตเรื่องการเงิน แต่ด้วยความสัมพันธ์ที่ดี สินค้าที่เราส่งไปร้านค้าตีเช็คล่วงหน้าให้หมดเลย ยังไม่ทันขายก็เก็บเงินเขาแล้ว ซึ่งไม่มีใครทำได้ แต่เราทำได้

ทำเสื้อผ้าอยู่ดีๆ คิดยังไงถึงเปิดห้างโรบินสัน
มักใหญ่ใฝ่สูงไง (หัวเราะ)

ตอนนั้นอายุเท่าไหร่
สามสิบ มีสุภาษิตจีนว่าลูกวัวไม่กลัวเสือเพราะมันไม่รู้ว่าเสือคืออะไร มันเลยสู้ตลอด เราเปิดโรบินสันราชดำริด้วยฐานเงินที่น้อย ประสบการณ์ก็สู้คู่แข่งไม่ได้ ทำเลยิ่งสู้ใครไม่ได้เลย โรบินสันราชดำริเขาเรียกว่าสวยในซอย เพราะมันอยู่ในซอย ไม่ติดถนนเหมือนห้างอื่น

ตอนเลือกทำเลไม่ทราบหรือว่าตรงนี้ทำเลไม่ดี
ทราบ แต่เราเบี้ยน้อยหอยน้อย โอกาสมาเราก็ต้องคว้าไว้ แต่ถ้าพูดกันตอนนี้ถามว่าทำไหม ทำก็บ้าแล้ว (หัวเราะ) ตอนนั้นไม่สนเลย คิดแค่เราต้องชนะ ต้องอยู่รอด

เอาอะไรไปสู้เขา
ความรู้เราน้อยกว่าเขา แต่เวลาเรามากกว่าเขา เขาทำงาน 8 ชั่วโมง เราก็ทำ 12 ชั่วโมง เท่ากับว่าเขาทำงาน 5 ปี แต่เราทำ 7 ปีครึ่ง เราประชุมตอนสองทุ่มสามทุ่ม บางทีประชุมถึงเที่ยงคืน เอาเวลาพักผ่อนมาทำงาน เราก็ชนะเขาได้ เราทำให้โรบินสันราชดำริมีกิจกรรม มีโปรโมชัน คาแรกเตอร์เด่นทุกทาง จนโรบินสันกลายเป็นห้างที่ขยายสาขาเร็วที่สุดในประเทศไทย

ประสบการณ์เดินทางพบร้านค้าและลูกค้าทั่วประเทศช่วยอะไรในการทำห้างบ้าง
ทำให้รู้ว่าลูกค้าต้องการของแปลกของใหม่ ถ้าของเหมือนกัน เขาจะเลือกสิ่งที่ได้ประโยชน์มากกว่า อย่างลูกค้าซื้อของครบ 600 หรือ 800 บาท เราแถมกระดาษทิชชู่ให้ลูกค้า เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ฝ่ายการตลาดบอกว่าให้กระดาษทิชชู่มันจะเป็นภาพลบกับห้างนะ แต่ผมมองว่าบวกเพราะเราอิงกับพฤติกรรมของลูกค้า เรานั่งในใจลูกค้า กระดาษทิชชู่มันคือ basic need มันคือสิ่งที่คนจำเป็นต้องใช้ ปรากฏว่าขายระเบิดเลย บางคนขนกระดาษทิชชู่ออกไปเป็นกล่องเลยนะ นี่คือผลประโยชน์ที่เราให้ลูกค้าเราทำกิจกรรมการตลาดเขย่าห้างทั้ง 6 ชั้นให้แปลกใหม่ตลอดเวลา

ความคิดในการทำแสตมป์โรบินสันมาจากไหน
เราคิดว่าอยากทำโปรโมชันแบบพรีเมียมให้ลูกค้า เลยคิดว่าถ้าซื้อสินค้า 50 บาทหรือ 100 บาท เราจะให้แสตมป์ 1 ดวง สะสมได้เยอะๆ จะเอามาแลกอะไรก็ได้ เป็นการสร้าง royalty ให้ลูกค้า

ประสบความสำเร็จมากไหม
ตอนนี้ร้านสะดวกซื้อชื่อดังก็ยังใช้วิธีนี้อยู่เลย (หัวเราะ) ตอนนั้นแสตมป์โรบินสันดังมาก ถึงขนาดมีคนลงโฆษณาประกาศรับซื้อแสตมป์โรบินสันในหนังสือพิมพ์

คุณเดินแผนกไหนบ่อยที่สุด
ซูเปอร์มาร์เก็ต มันคือไฮไลต์ของห้าง ลูกค้าเขาต้องการความสด ความใหม่ ความถูก นั่นคือพฤติกรรมพื้นฐาน ไม่ต้องทำเซอร์เวย์ ถ้าคุณมีของถูกและของดี ยังไงคนก็ซื้อ แค่น้ำปลาราคาต่างกัน 50 สตางค์ยังอุตส่าห์นั่งรถเมล์ไปซื้อ ห้างต้องรุกไปข้างหน้าด้วยการดูว่าเราจะหาสินค้าที่มีคุณภาพมาให้ลูกค้าได้ไหม เราเคยสนับสนุนผักออร์แกนิกที่เชียงใหม่ ตอนนั้นปวยเล้งปลูกที่ภาคเหนือได้ปีละครั้ง เราบอกให้เจ้าของหาทางปลูกให้ได้ทั้งปีแล้วโรบินสันจะรับซื้อทั้งหมด เขาเคยปลูกแล้วเจอพายุเสียหายหมดไปหลายหมื่นบาท โรบินสันจ่ายให้หมดเลย เราต้องส่งเสริมกัน มันเป็นหน้าที่ ถ้าเราจะทำทุกอย่างให้ดี เราต้องไม่เทกอย่างเดียวมันถึงจะไปได้

ฟังเหมือนจะเป็นการบริหารงานที่ประสบความสำเร็จ
ความสำเร็จที่คิดไว้น่ะ ยังไม่เห็น แต่โลงลอยมาแล้ว ผมไม่เคยออกกำลังกายเลย ตอนนั้นประชุมเยอะ เครียด นอนไม่หลับ ถ้าเราไม่เปลี่ยนการใช้ชีวิตตายแน่ เลยเริ่มศึกษาธรรมะแล้วก็ออกกำลังกาย

ทำไมถึงเลือกวิ่ง
วิ่งเป็นสิ่งที่ประหยัดที่สุด มีรองเท้าคู่เดียวกับกางเกงขาสั้นก็วิ่งได้แล้ว ไม่มีเงื่อนไข วิ่งได้ทุกแห่ง เราเลยโปรโมตเรื่องวิ่ง

พอเริ่มวิ่งชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง
การเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารระดับหัวสำคัญที่สุดแล้ว หัวนำไปทางไหนเด็กมันก็ตาม หัวทำงานถึงเที่ยงคืนเด็กมันก็โดนหมด หัวเปลี่ยนว่าไม่เอาแล้ว ไม่ประชุมกลางคืนแล้ว เราประชุมแปดโมงเช้า ต่อไปเราต้องออกกำลังกาย โรบินสันมีที่อาบน้ำให้พนักงานทุกคน ไปวิ่งแล้วไม่จำเป็นต้องกลับบ้านหิ้วเสื้อผ้ามาอาบน้ำก่อนได้ เป็นนโยบายเลย ถ้าจะส่งเสริมต้องไม่ปากพูดอย่าง แต่การกระทำอีกอย่าง จะสั่งอะไรผู้นำต้องทำก่อน ผู้นำต้องแสดงให้เห็นว่าทุกเช้าฉันไปวิ่งมาแล้วหิ้วเสื้อผ้ามาอาบน้ำนะ ช่วงนั้นลูกค้าซื้อสินค้าครบ 500 บาท เราแจกหนังสือ วิ่ง...สู่วิถีชีวิตใหม่ ของคุณหมออุดมศิลป์ ศรีแสงนาม แจกไปเป็นแสนเล่ม

จริงจังกับการวิ่งแค่ไหน
ผมเป็น perfectionist ทำอะไรต้องดีที่สุด ถ้าจะวิ่งก็ต้องวิ่งมาราธอน จากที่ไม่เคยวิ่งมาก่อนก็ไปวิ่งงานเปิดสะพานแขวน โห ปวดตั้งแต่ตาตุ่มไล่ถึงเข่าเลย หมอบอกว่าคุณวิ่งไม่ได้หรอก ร่างกายของคุณไม่พร้อม เราก็ไม่ยอมแพ้ ไปหาหมออีกที่ เขาบอกว่าถ้าเราตั้งใจจริงๆ ก็วิ่งได้นะ ต้องค่อยๆ ฝึก ค่อยๆ สร้างกล้ามเนื้อ มีเวลาซ้อมอยู่ปีนึง รวมเวลาเจ็บด้วยก็เหลือสักครึ่งปี ผมลงวิ่งมาราธอน สมัครพร้อมคุณณรงค์ โชควัฒนา เราสมัคร 2 ระยะ เอาป้ายมาราธอนแปะข้างหน้า ฮาล์ฟมาราธอนอยู่ข้างหลัง ถ้าไม่ไหวก็ถอดป้ายอันหน้าทิ้งสุดท้าย ผมก็เข้าเส้นชัยด้วยเวลา 5 ชั่วโมง 30 นาที

ได้อะไรจากการวิ่ง
ความอดทน ความมุมานะ มันสอนเราว่าถ้าเราอยากได้พยายามจริงๆ มันก็จะได้เพราะสังขารผมมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะวิ่งมาราธอน แต่ก็สู้จนได้ หลังจาก 30 กิโลฯ ไปแล้ว คุณต้องวิ่งด้วยใจ เพราะสังขารมันไปไม่ได้แล้ว ใจคุณยังไปได้ไหม ถ้าเราผ่านมาราธอนได้ เราจะรู้สึกว่าทำได้ทุกอย่างในโลก เพราะเราผ่านสิ่งที่โหดมาแล้ว มันทำให้ใจเรามีพลัง

ตอนเหนื่อยมากๆ สร้างกำลังใจด้วยการคิดถึงเรื่องอะไร
ความรับผิดชอบ มันคือความรับผิดชอบที่เราต้องวิ่งให้จบ มันไม่มีคำว่าแพ้

เคยมีช่วงอยากทำงานน้อยลงเพื่อเอาเวลามาซ้อมวิ่งมากขึ้นไหม
ไม่เลย มันมีความรับผิดชอบในเรื่องวิ่งและเรื่องงาน เราต้องดูแลลูกน้อง ดูแลธุรกิจ เราวิ่งเพื่อให้สุขภาพดี เพื่อให้ทำงานได้ดี แต่นั่นไม่ใช่เงื่อนไขที่ทำให้คุณเอาเรื่องวิ่งมาต่อรองกับการทำงาน มนุษย์เรามีเงื่อนไขเยอะ มันหลอกเราทุกอย่าง ถ้าเราเผลอโดนหลอก เราก็โดนมันลากลงไปจมดิน

รบินสันทั่วประเทศจัดงานวิ่งตลอดเวลา แจกหนังสือวิ่งเป็นแสนเล่ม ทำแบบนี้ยอดขายขึ้นไหม
ยอดขายเราขึ้นตลอดอยู่แล้วเพราะเรามีบริการที่ดี มีสินค้าที่ดี มีกิจกรรมที่เปลี่ยนไปในแต่ละเดือน มาห้างแล้วเจออะไรแปลกๆ ตลอดเวลา แต่ถ้าคุณคิดว่าส่งเสริมการวิ่งแล้วจะทำให้ธุรกิจดี ผมว่าคิดผิดนะ เราต้องจริงใจ ความจริงใจของมนุษย์ต้องมี ไม่ใช่ทำทุกอย่างเพื่อหวังประโยชน์เข้าตัว ถ้าคิดแบบนั้นต้องเลิกจัดงานวิ่งเลยเพราะมันไม่ได้เงินนะ

ทำไมคุณถึงสนุกกับการทำสิ่งที่ไม่ได้เงิน เพราะถึงโครงการสวอนเลคขายห้องได้หมดก็ยังขาดทุน
พอเราทำธุรกิจหาเงินมาถึงจุดนึง มันเริ่มกลับมาคิดถึงตัวเองเวลาทำธุรกิจ ยอดขายเรามีกราฟสต็อก เรามีกราฟการเงิน เรามีกราฟ ถ้ากราฟบอกว่ามีสต็อกเยอะเกินไปไม่ดี เราก็ส่งคนไปแก้ ร่างกายเราก็มีกราฟนะ แต่เราไม่เคยดูกราฟตัวเอง เบาหวานสูงนะ ความดันสูงนะ คอเลสเตอรอลสูงนะ เราไม่เคยบริหารตัวนี้เลย เราฝากความหวังไว้กับหมอคนเดียว ไม่สนใจสุขภาพทั้งที่มันคือเรื่องจริงจังอาจถึงชีวิตนะ ผมถามหน่อยถ้าคุณป่วย ใครจะดูแลคุณ ลูกเหรอ ป่วยหลายๆ ปีก็อาจจะมาปีละครั้งสองครั้ง เพราะมันน่าเบื่อที่จะมาเห็นภาพเรานอน นั่นคือชีวิตจริง เราถึงต้องหันกลับมาดูว่าจะบริหารชีวิตยังไงให้อายุเจ็ดสิบแปดสิบแล้วยังแข็งแรงอยู่ เราเคยป่วยมาแล้ว ชนะมาแล้ว มันเป็นความมหัศจรรย์ที่ชนะได้ด้วยความมุ่งมั่น เลยคิดว่าจะทำยังไงให้มีสถานที่ที่มีธรรมชาติที่ดีร่มรื่น มีต้นไม้ มีความสงบซึ่งถ่ายเทความสงบมาที่เราได้แล้วค่อยสร้างสวอนเลค ไม่ได้คิดจะทำใหญ่ขนาดนี้นะ

อะไรทำให้คุณปลูกต้นไม้อย่างบ้าระห่ำขนาดนี้
ในอดีตไม่เคยมองธรรมชาติ ไม่เคยคิดเรื่องปลูกต้นไม้เลย จนไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่านานาชาติ ท่านชยสาโรบอกว่าอาตมาปล่อยให้โยมนั่งเฉยๆ ครึ่งชั่วโมง ยังไม่ทันเทศน์ก็รู้สึกปล่อยวางแล้วเพราะได้เห็นต้นไม้เขียวๆ จิตใจก็ร่มรื่น วัดอื่นนั่งแล้วกระวนกระวายเพราะมีแต่วัตถุ ก็เลยคิดว่าอยากทำให้ที่ตรงนี้ซึ่งตอนแรกเป็นเขาหัวโล้นร่มรื่นขึ้นมา อยากสร้างสวรรค์ให้มนุษย์คิดเรื่องปลูกป่าก่อนสร้างคอนโด

ตอนแรกผมไม่ได้คิดเรื่องธุรกิจเลย ขุดทะเลสาบ 7 แห่งให้เก็บน้ำ นึกถึงต้นสาละลังกาที่พระพุทธเจ้าประสูติและปรินิพพานก็ไปหามาลง 300 กว่าต้น วางคอนเซปต์ให้ร่มรื่น ตอนแรกคิดว่าที่ดินทั้งหมด 200 ไร่น่าจะทำเป็นบ้านเดี่ยวหลังละไร่ แต่จำนวนคนที่มาใช้พื้นที่นี้จะน้อย เสียดาย เลยทำเป็นคอนโดฯดีกว่า มี 280 กว่ายูนิต

ถ้าเทียบกับโครงการอื่นถือว่ามากหรือน้อย
โครงการอื่นที่ดิน 12 ไร่ ก็มีสองสามร้อยห้องแล้ว แต่เรามีที่ 200 ไร่แต่ห้องเท่ากัน ราคาขายพอๆ กัน เราถูกกว่าบางโครงการด้วยซ้ำ

ทำไมถึงไม่แพงกว่า
ต้นทุนพวกนี้เราเอาไปคิดกับลูกค้าไม่ได้ โครงการทั่วไปไม่ค่อยลงทุนกับต้นไม้ มีแต่เราที่บ้าลงต้นไม้เป็นหมื่นต้น ราคาต้นละสองหมื่นไปจนถึงแสนบาท ค่าต้นไม้ก็ 800 ล้านบาทแล้ว ถนนทุกเส้น เราพยายามให้มีต้นไม้คลุมหมดเป็นอุโมงค์ต้นไม้ ไม่ให้ความร้อนไปลงที่ผิวถนน มีอุโมงค์ต้นไม้ยาว 4 กิโลเมตร มันก็ร่มรื่น ตอนนี้อุณหภูมิในโครงการเย็นกว่าข้างนอก 3 - 4 องศา ถ้าสร้างเสร็จน่าจะถึง 5 องศา มีทางจักรยาน 5 กิโลเมตร มีปลาคาร์ฟอยู่เป็นหมื่นตัว สายไฟเอาลงใต้ดินหมด แพงกว่าปกติ 4 เท่า ต้นทุนพวกนี้เราเอาไปบวกในค่าห้องไม่ได้หรอก

ถ้าโครงการนี้ขอกู้เงินจากธนาคารจะผ่านไหม
ไม่ผ่านแน่ๆ (หัวเราะ) เพราะมันลงทุนเยอะไป โอกาสเจ๊งสูง ขายหมดยังไม่คุ้มทุนเลย โครงการแบบนี้อีก 30 - 40 ปีก็ไม่มีใครบ้าทำหรอก

ทำไมคุณถึงบ้าทำ
มันตัดสินด้วยใจ ไม่ใช่ความคุ้มทุนทางธุรกิจ คนที่มาอยู่ได้จะเข้าใจว่าชีวิตไม่ใช่การดิ้นรนหาเงินอย่างเดียว ยังมีความสงบทางใจให้ดิ้นรนไขว่คว้าด้วย เราใช้เวลาทำสิบกว่าปี ทำด้วยความอิ่มเอิบ พยายามส่งต่อความอิ่มเอิบนั้น เมื่อถึงเวลาที่เรามีแล้วก็ควรให้บ้าง ถ้าเราเป็นผู้ให้แล้วความสุขมันจะทำร้ายเราได้ยังไง ผมบอกลูกค้าว่าซื้อไปเถอะ นี่คือมรดกที่ดีที่สุดที่จะมอบให้ลูกหลาน

ความรู้สึกตอนนี้ต่างจากตอนทำห้างไหม
ตอนทำโรบินสันมีแต่ต้องชนะ ไม่ชนะเราตาย เพราะว่าทุนเราน้อย เหมือนพระเจ้าตากต้องยึดเมืองให้ได้ แพ้ไม่ได้ แต่ที่นี่ทำด้วยความสุนทรีย์ ทำด้วยความรู้สึกให้ อยากให้คนได้คำนึงถึงคุณภาพชีวิตจริงๆ ไม่ว่าคุณจะใหญ่โตแค่ไหน คุณก็หนีไม่พ้นคุณภาพชีวิตของคุณเอง เราพยายามสื่อถึง 4 อ. อากาศที่ดี อาหารที่ดี ออกกำลังกาย แล้วก็อารมณ์ ได้เห็นธรรมชาติของต้นไม้ เห็นน้ำ เห็นหงส์ เห็นเมฆ ซึ่งคุณอาจจะไม่ได้เห็นที่กรุงเทพฯ

ทำไมถึงสนใจเรื่องความสงบภายใน
มนุษย์เราทุกวันนี้ขาดเยอะนะ เราสร้างแต่ความโลภ โทสะ เอาใจตัวเอง เห็นแก่ตัว คุณเคยคิดไหมว่าจะหันมาดูจิต ถ้าจิตคุณมีปัญหาจะทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายคุณอ่อนแอ ร่างกายต้องเคลื่อนไหวถึงแข็งแรง แต่จิตต้องนิ่ง แต่ทุกวันนี้เราปล่อยให้จิตฟุ้งซ่านตลอด เราไม่ค่อยเห็นเพราะจิตเป็นนามธรรม เห็นแต่กาย

การทำสวอนเลคทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนไปยังไงบ้าง
ความงกลดลง (หัวเราะ) ผมอยากทำทางจักรยานใต้ต้นไผ่ยาวร้อยกว่าเมตร ทีมงานคำนวณราคาว่าล้านเจ็ด ตอนแรกผมคิดว่าเขาคิดราคาผิดนะ (หัวเราะ) แล้วนี่ยังมีทางจักรยานรอบพื้นที่อีก แต่ไม่เป็นไร ผมมองภาพไปที่ภาพสุดท้ายว่าอยากให้ครอบครัวที่อยู่ที่นี่มีความสุข ลูกหลานได้วิ่งเล่น ดูสัตว์ตามสนามแล้วก็มีความสุขกับชีวิต เราเห็นแล้วก็มีความสุขตาม เห็นต้นไม้ออกดอกออกผลก็มีความสุข

ชีวิตในวัย 70 ปีคืออะไร
ความเบิกบาน แนวคิดในการใช้ชีวิตของผมคือ easy and simple ทำอะไรให้มันง่ายๆ ไม่มีเงื่อนไข ถ้าโทรมาแล้วผมไม่รับสาย ไม่เกินครึ่งชั่วโมงผมจะโทรกลับ ถ้ามีคนชวนไปไหน ไปก็บอกไป ไม่ไปก็บอกไม่ไป ไม่ใช่ต้องไปหากลยุทธ์มาพูดถนอมน้ำใจ ไม่กล้าปฏิเสธตรงๆ ขอดูตารางงานก่อน ขอเลื่อนงานก่อนแล้วค่อยบอกว่าไปไม่ได้ มันทำให้คนอื่นเขาจัดตารางชีวิตยากไปด้วย ไม่ไปก็บอกไม่ไปเท่านั้นเอง คุณว่าง่ายกว่าไหมล่ะ


ภาพ
ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ทรงกลด บางยี่ขัน

บรรณาธิการบริหารนิตยสาร a day และ HUMAN RIDE และนักเขียนผู้สนุกสนานกับสื่อสารผ่านตัวหนังสือและชักชวนคนออกเดินทาง

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

อดีตนักศึกษาสถาปัตย์ที่หันหลังให้สิ่งที่เรียน และหันมาเอาดีทางการเป็นช่างภาพอาร์ตไดเรกเตอร์และกราฟิกดีไซเนอร์แทน โดยมีงานหลักคือไปปั่นจักรยานต่างแดนปีละ 3 ครั้ง

related post