50

ตามไปดูอนุสรณ์สถานแห่งความรักของคุณหญิงกีรติที่นิทรรศการ Museum of Kirati

สำหรับคนที่ติดตามนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เคยได้ยินชื่อของ BANGKOK CITYCITY GALLERY อาคารรูปทรงสี่เหลี่ยมทันสมัยที่ตอนนี้ถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ ทั้งลักษณะเชิงโครงสร้าง (structure) และรูปแบบการใช้งาน (function) จาก ‘แกลเลอรี’ กลายเป็น ‘มิวเซียม’ หรือพิพิธภัณฑ์

เราเริ่มต้นจากการลอบสังเกตภายนอกตัวอาคาร ทั้งตัวอักษรสีขาวนูน ปรากฏชื่อของมิวเซียมและโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ที่อุปโลกน์ว่า ณ ขณะนี้ มิวเซียมแห่งนี้กำลังจัดนิทรรศการหมุนเวียนครั้งที่ 1 รวมถึงพี่ๆ น้องๆ สตาฟฟ์ในแกลเลอรีที่ต้องเปลี่ยนมาแต่งชุดพนักงานของมิวเซียมอีกด้วย! มิวเซียมที่ว่านี้ก็คือ Museum of Kirati หรือ อนุสรณ์สถานแห่งความรักของคุณหญิงกีรติ

หลายคนอาจเติบโตมาจากการอ่านหนังสือนอกเวลาเรื่อง ข้างหลังภาพ (ตัวผู้เขียนเองอ่านครั้งแรกตอน ม.ปลาย จากนั้นได้ดูภาพยนตร์เรื่อง ข้างหลังภาพ กำกับโดย เชิด ทรงศรี นำแสดงโดย เคน ธีรเดช และ คารา พลสิทธิ์) ‘คุณหญิงกีรติ’ ที่กลายมาเป็นที่มาของมิวเซียมแห่งนี้คือตัวละครเอกจากบทประพันธ์โดย กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ ‘ศรีบูรพา’ นักเขียนผู้สนใจประเด็นด้านการเมืองและมีชีวิตอยู่ในช่วงระหว่างการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย

ข้างหลังภาพ เริ่มตีพิมพ์เป็นตอนๆ ลงในหนังสือพิมพ์ประชาชาติรายวันเมื่อ พ.ศ. 2479 หลังจากที่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับแรก ซึ่งนั่นหมายความว่า ศรีบูรพาใช้ชีวิตตามครรลองและผ่านเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาได้เพียง 4 ปีเท่านั้นก่อนที่จะเริ่มลงมือเขียน

ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 – 21 มกราคม 2561 พื้นที่ของ BANGKOK CITYCITY GALLERY จะถูกปรับเปลี่ยนสภาพกลายมาเป็น Museum of Kirati อันเนื่องมาจากแนวคิดอันซับซ้อนซ่อนด้วยอารมณ์ขันและความเปราะบางทางความรู้สึกของความรักและการเมือง กลั่นกรองผ่านเลนส์ถ่ายภาพไม่นิ่งของ จะเข้-จุฬญาณนนท์ ศิริผล ศิลปินหนุ่มมาดเนิร์ด สวมแว่นกรอบดำ (ที่สีของกรอบแว่นจะหลุดลอกไปตามกาลเวลา และจะลอกมากเป็นพิเศษเมื่อโดนน้ำ) เข้มักใช้สื่อผสมหลากหลาย (mixed media) ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ หากแต่ในทุกผลงานของเขาจะมีพื้นฐานจากงานวิดีโอ เนื่องจากเข้เรียนมาทางด้านนี้ และตัวเขาเองนิยามงานวิดีโอว่าเป็น ภาพที่มีชีวิต วิดีโอจึงเป็นสื่อ (media) ที่เขาถนัดและคุ้นเคยมากที่สุด นับแต่ผลงานในยุคแรกที่เข้ยังเป็นศิลปินรุ่นใหม่กระทั่งถึงตอนนี้ที่เขาเริ่มมีชื่อเสียง

กว่าจะเข้าเรื่อง ขอบอกกันตามตรงว่า...ผู้ชมนิทรรศการ Museum of Kirati สามารถเข้าถึงตัวงานได้หลายระดับ อาทิ ผู้ชมอาจเข้าถึงโดยอิงมาจากประสบการณ์ส่วนตัว หรือความรู้พื้นฐานจากการเสพงานวรรณกรรม ข้างหลังภาพ ซึ่งนอกจากหนังสือแล้ว ข้างหลังภาพ ยังถูกผลิตเป็นภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์และละครเวทีมิวสิคัล หรือหลายคนอาจใช้ความรู้ความเข้าใจในบริบทของสังคมการเมืองในยุคเก่า อคติทางเพศ ความก้าวล้ำในเทคโนโลยี หรือแม้แต่เรื่องรักโรแมนติก ทั้งหมดนี้หลอมรวมมาเป็น ‘ฐาน’ ทางความรู้สึกในการชมผลงาน

และเมื่อข้างหลังภาพถูกนำมาผลิตซ้ำ (remake) ในรูปแบบของงานศิลปะภายใต้กรอบการจัดแสดงในนิยามของการสร้างมิวเซียม ศิลปินได้ตีความและสร้างเรื่องราวคู่ขนานของข้างหลังภาพให้เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันคล้ายกับการ ‘ปลุกตัวละครให้กลายเป็นคน’ หรือชุบชีวิตของนพพร และคุณหญิงกีรติ ให้กลับมามีลมหายใจโลดแล่นผ่านภาพเคลื่อนไหว โดยศิลปินเลือกที่จะแสดงเป็นตัวละครหลักด้วยตัวเอง (self-performance)

เข้รับบทเป็นทั้ง นพพร และ คุณหญิงกีรติ (ที่บางครั้งจะมีหนวดบางๆ เหนือริมฝีปากของเธอ ชวนขำและน่าจดจำ) เข้นำตัวเองไปปรากฏในงานศิลปะหลายรูปแบบทั้งภาพเขียนสีน้ำ งานวีดิโออินสตอลเลชั่น ประติมากรรม และชิ้นงานเครื่องประดับอันหรูหราที่สามารถสวมใส่เป็นเข็มกลัดและจี้ห้อยคอ

ในวันเปิดมิวเซียมเมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เข้ปรากฏตัวเป็น ‘นพพร’ หากนับจากวันที่นพพรยังมีชีวิตอยู่ในงานวรรณกรรม ตอนนี้ นพพรคงเป็นชายชราอายุราวๆ 90 ปี

เมื่อเราถามถึงจินตนาการของเข้ที่มีต่อนพพร เข้ตอบคร่าวๆ ที่ชวนให้เราจินตนาการต่อว่า นพพรจะกลายเป็นบุคคลแถวหน้าของสังคม ประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นนักลงทุนมีกำลังทรัพย์มหาศาล และพร้อมที่จะ ‘เปิดเผย’ เรื่องราวความรักและความทรงจำของตัวเองในช่วงที่เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศญี่ปุ่น นพพรจึงตัดสินใจสร้างสถานที่ที่เก็บรวบรวมความทรงจำอันแสนหวานในครั้งอดีตขึ้นมาดู คล้ายกับว่าเข้กำลังเขียนนิยายซ้อนนิยาย สร้างงานศิลปะล้อไปกับเรื่องราวในบทประพันธ์ของศรีบูรพา และนำเอาบทพูดที่สุดแสนจะคลาสสิกมาผลิตซ้ำอีกครั้งผ่านการพากย์เสียงที่ตัวเขาเล่นเป็นนักแสดงนำ

“...ความรักของเธอเกิดขึ้นที่นั่นแล้วก็ตายที่นั่น แต่ของอีกคนหนึ่งกำลังจะรุ่งโรจน์ในร่างที่กำลังจะแตกดับ...” -หม่อมราชวงศ์กีรติ

ภาพในความทรงจำของคุณหญิงกีรติเมื่อครั้งได้ไปท่องเที่ยวสองต่อสองกับนพพรบนภูเขามิตาเกะในประเทศญี่ปุ่น บางโอกาสทั้งสองต้องจับมือกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้องไต่โขดหินไปตามความลาดชัน เพื่อที่จะไปชมความงามที่ลำธาร นั่งพักผ่อนหย่อนใจ มองดูสายน้ำที่ไหลผ่านเหมือนกาลเวลาไม่มีอยู่จริง

ความรักที่เกิดขึ้นอย่างไม่ถูกที่ถูกเวลา กลายมาเป็นโศกนาฏกรรมความรักที่สะท้อนไปถึงบริบททางสังคมในช่วงยุคสมัยดังกล่าว อำนาจเก่าที่ถูกสื่อผ่านคุณหญิงกีรติ หรือความหวังอันสดใสเสรีในตัวนพพรหนุ่มนักเรียนนอกอนาคตไกล เข้ให้สัมภาษณ์อย่างน่าสนใจว่า หากความรักของทั้งสองคนเกิดขึ้นในยุคนี้ เขามองว่ามันมีความเป็นไปได้มากที่นพพรและคุณหญิงกีรติจะลงเอยด้วยความสุขในที่สุด

ตามเนื้อเรื่อง นพพร หนุ่มนักเรียนนอกที่ได้รับหน้าที่เป็นไกด์นำเที่ยวให้กับคุณหญิงกีรติ มองเธอด้วยสายตาที่ยกย่องให้เธอเป็นผู้หญิงที่เปี่ยมไปด้วยสุนทรียะและรสนิยม ทั้งการแต่งกาย วาจา และทัศนคติ ในขณะที่คุณหญิงกีรติเองก็มองนพพรประหนึ่งแสงสว่างแห่งความหวัง ที่สาดส่องเข้ามาในชีวิตที่น่าเศร้าและอับเฉาของเธอ คุณหญิงผ่านพ้นวัยสาวอย่างเปล่าเปลี่ยวแถมยังต้องแต่งงานกับท่านเจ้าคุณที่มีอายุรุ่นราวคราวพ่อ เพียงเพราะว่าพ่อของคุณหญิงกีรติต้องการให้ลูกสาววัย 35 ปีปลอดภัยและมีความสุข

เข้นำเรื่องราวของคู่รักทั้งสองมาฉายขึ้นใหม่พร้อมกับฉากร่วมสมัยในปัจจุบัน จากการเขียนจดหมายหากันระหว่างนพพรและคุณหญิงกีรติ ถูกแทนที่ด้วยการส่งอีเมล จากการเดินทางข้ามประเทศด้วยเรือก็กลายมาเป็นการนั่งเครื่องบิน องค์ประกอบหลายอย่างที่ดูประดักประเดิดส่งให้งานของเข้มีเสน่ห์ แฝงด้วยอารมณ์ขัน นอกจากนี้เขายังจงใจเลือกผู้ชายมารับบทเป็น ‘ปรี’ ภรรยาของนพพร ในจุดนี้ผู้เขียนมองว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเปิดกว้างในเรื่องความหลากหลายทางเพศของสังคมยุคปัจจุบัน ทั้งยังเป็นกระจกสะท้อนว่า ประเทศไทยไม่ได้รู้สึกรังเกียจสาวประเภทสอง หากแต่ชื่นชอบและรู้สึกเป็นมิตรกับความพิเศษดังกล่าวที่ถูกแสดงออกมาอย่างเปิดเผย จริงใจ และเป็นตัวของตัวเอง

ในเรื่องการจัดวางผลงาน เข้หยิบยืมฟังก์ชันและการให้ความหมายในการออกแบบพื้นที่ภายในพิพิธภัณฑ์มาใช้เป็นแนวคิดหลัก ศิลปินอธิบายว่า ผลงานในมิวเซียมของกีรติจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ Permanent Collection และ Temporary Exhibition ศิลปินกำหนดกลุ่มของชิ้นงานแยกออกจากกัน แบ่งโซนด้วยการทาสีผนัง แต่หากเข้าไปในพื้นที่จริงๆ เราจะพบว่าภายในห้องมืดมากจนแทบมองไม่เห็นสีผนังต่างกันอย่างไร (ต้องลองเพ่งนานๆ)

ชิ้นงานที่เขานำมาจัดแสดงในส่วนของ Permanent Collection มีทั้งผลงานศิลปะในอดีตที่ศิลปินเคยจัดแสดงที่ Aomori Museum of Art ในปี พ.ศ. 2557 ซึ่งเป็นช่วงที่เข้เดินทางไปเป็นศิลปินในพำนักที่ประเทศญี่ปุ่นอยู่ 2 เดือน ในระหว่างนั้นเขาได้ถ่ายงานวิดีโอ เล่าเรื่องข้างหลังภาพในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นฉากในเมืองอาโอโมริ

ส่วนผลงานภาพ (ไม่) นิ่งของกีรติ (ภาพฉาย projection บนผนัง 7 ภาพ) เป็นทีสิสจบปริญญาโท จากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในปี พ.ศ. 2559 นอกจากนี้ยังมีผลงานใหม่ที่ศิลปินสร้างขึ้น คือ ประติมากรรมหล่อบรอนซ์รูปคุณหญิงกีรตินั่งอยู่บนเก้าอี้ ขนาดความสูง 17 นิ้ว และเข็มกลัดเนื้อกระเบื้องพอซเลน เพนต์ภาพพอร์เทรตของคุณหญิงกีรติอย่างงดงามด้วยสีน้ำมัน มีกรอบสีทองประดับ ลักษณะดูเหมือนได้รับอิทธิพลจากศิลปะตะวันตก ส่วนผลงานในโซน Temporary Exhibition จะมีงานชุด Behind the Painting ซึ่งเคยจัดแสดงที่มหาวิทยาลัยศิลปากร

ผลงานทั้งหมดราว 20 ชิ้นถูกเก็บรวบรวมอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ที่ศิลปินอุปโลกน์ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งความทรงจำที่นพพรสร้างขึ้นให้แด่คนรัก ที่คงได้รักกันจริงแค่เพียงแต่ภาพในจินตนาการ ภาพของการจูบริมฝีปากของนพพรและคุณหญิงกีรติในฉากหลังที่ดูคล้ายอวกาศ ทั้งสองสัมผัสกันทางกาย กอดรัดเรือนร่างของกันและกันภายใต้เสื้อผ้าที่ยังปิดมิดชิด ตัดภาพมาเป็นกิจกรรมในวันว่างของคุณหญิงกีรติที่กำลังง่วนอยู่กับการต่อจิ๊กซอว์ที่ไม่มีวันเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งภาพในจิ๊กซอว์นั้นคือภาพฝันที่สองคนรักกัน แม้ความรักหรือแรงปรารถนาที่คุณหญิงกีรติมีจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง เธอก็ยังพยายามนำส่วนที่ขาดหายไปมาเติมให้เต็มผ่านการอุปมาอุปมัยเชิงสัญลักษณ์ที่ศิลปินสร้างสรรค์และดัดแปลง

เข้พาเราย้อนเวลากลับไปยังอดีต ไปเฝ้ามองความรักที่เป็นไปไม่ได้ของคนสองคน ครั้นยังนำเอาสัญลักษณ์ทางการเมืองบางอย่างมาสอดแทรกแฝงเอาไว้ในเนื้อเรื่อง หากสายตาของผู้ชมคนใดสามารถค้นพบและถอดความได้ ก็อาจเป็นเรื่องสนุกของการได้รับชมงานศิลปะในครั้งนี้

เข้บอกกับเราว่า เขาอยากจะทำผลงานซีรีส์ของ ข้างหลังภาพ ต่อไปอีก แม้ตอนนี้จะยังไม่สามารถให้คำตอบอย่างแน่ชัดว่างานศิลปะของเขาจะเกิดขึ้นอย่างไรในอนาคต เข้ไม่ได้บังคับให้เราเข้าใจตามที่เขาต้องการจะสื่อ เขาไม่ออกคำสั่งให้ผู้คนจดจำผลงานของเขา หรือยื่นกระดาษที่เขียนว่า ‘Forget Me Not’ ให้กับเรา แต่หากผู้ชมเดินออกจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ แล้วแหงนหน้ามองที่เหนือประตูทางออกสักนิด จะเห็นว่าศิลปินไม่อยากให้เราลบเลือนความทรงจำในงานครั้งนี้...ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง พลันจะหายไปในอีกช่วงเวลาหนึ่ง

อย่าลืมตามไปดู Museum of Kirati ด้วยตาของคุณเองและซึมซับมันด้วยหัวใจ


นิทรรศการ Museum of Kirati จัดแสดงที่ BANGKOK CITYCITY GALLERYตั้งแต่วันนี้-21 มกราคม 2561

ชมผลงานอื่นๆ ของจุฬญาณนนท์ได้ที่ chulayarnnon.com

ภาพ ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ

ปิยะดา ปริกัมศีล

นักเขียนฟรีแลนซ์หัวใจสะออน ชื่นชอบงานศิลปะและสุนทรียะทุกแขนง เกิดและโตในกรุงเทพฯ ฝันอยากออกหนังสือสักเล่มก่อนตายและออกเดินทางไปทั่วโลก

ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ

ช่างภาพที่เพิ่งมีพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มใหม่ชื่อ view • finder ออกไปเจอบอลติก

ซื้อสิ ไปซื้อ เฮ่!