03

เต๋อ นวพล ชวนจับตาความเคลื่อนไหววงการหนังช่วงสิ้นปี

ปลายทางของปี 2016 คือต้นทางของปี 2017 มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมเฝ้ามองและคิดว่าน่าจะเขียนถึงเพื่อเป็นการสรุป

1.
เกาหลีบุกมาสร้างหนังในไทย

เคสการเข้ามาเปิดบริษัทในไทยของ CJ Entertainment ร่วมกับเครือเมเจอร์ ในการสร้างหนังเรื่อง 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น นั้นค่อนข้างน่าสนใจมากทีเดียว แม้ว่าตัวหนังอาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จทางด้านรายได้มากนัก แต่แผนการขยายบริษัทของเกาหลีเพื่อเข้าสู่ภูมิภาคต่างๆ นั้นก็ยังดูเป็นสิ่งที่น่าจับตามองต่อไป เพราะมันไม่ใช่แค่การส่งหนังมาฉายอีกต่อไปแล้ว มันคือการเดินทางเข้ามาสร้างในนี้ไปเลย โชคดีที่ได้พูดคุยกับทางโปรดิวเซอร์เกาหลีของหนังเรื่องนี้ พวกเขามึนงงกับรายได้ที่เกิดขึ้นกับหนังอยู่ เพราะก่อนสร้างนั้นได้มีการรีเสิร์ชมาอย่างดี พวกเขาเลยสงสัยเล็กน้อยว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะมันเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยมาก ตั้งแต่รสนิยมการดูหนังของไทยและเกาหลีที่อาจไม่เหมือนกัน ไปจนถึงช่วงเวลาที่ฉาย นี่ยังเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องศึกษาต่อไปเพื่อทำหนังเรื่องใหม่ในปีหน้า แต่เอาจริงๆ แล้ว ความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องหนึ่งแทบไม่มีใครคาดเดาได้ ไอ้ที่่ว่าจะได้แน่ๆ ก็ไม่ได้กันมาหลายเรื่องแล้ว หรือไอ้ที่ว่าไม่น่ารอดก็ได้ร้อยล้านมาหลายรอบแล้วเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าโปรดักชันและงานสร้างของ 20 ใหม่ฯ นั้น ถือว่าอยู่ในระดับดีมาก เท่าที่ได้ฟังทีมงานพูดถึงระบบการทำงานของทีมเกาหลีก็พบว่า นี่มันระบบฮอลลีวูดมากๆ เป๊ะมากๆ เป็นระเบียบมากๆ น่าดีใจที่เราจะมีภาพยนตร์จากอีกสตูดิโอหนึ่งมาช่วยเพิ่มความหลากหลายของวงการ

2.
หนังโรงเตรียมตัว
ซีรีส์กำลังมา

ผมมีโอกาสได้ดูซีรีส์ Black Mirror ที่ทาง Netflix เป็นคนผลิตเองเพื่อฉายในช่องตัวเองเท่านั้น ที่ดูเพราะว่ามีคนบิลด์กันเยอะเหลือเกินว่า พี่เต๋อควรดูนะ บิลด์คนเดียวไม่ว่า แม่งบิลด์กัน 10 คนพร้อมกัน เลยคิดว่าต้องหาดูเสียหน่อย แน่นอนว่าเราเคยได้ยินมาสักพักใหญ่ว่าซีรีส์กำลังจะมาตีหนังโรง ความฮิตของ Game of Thrones อาจจะไม่ใช่วงกว้างในประเทศเรา แต่อย่างน้อยมันก็เป็นกระแสมากพอที่จะทำให้คิดถึงประเด็นนี้ ปกติแล้วผมไม่ค่อยได้ดูซีรีส์ เพราะว่ามันยาวหลายตอนกว่าจะดูจบ แต่พอได้ดู Black Mirror ซีรีส์ที่ว่าด้วยเทคโนโลยีและสังคมมนุษย์ ผมก็เริ่มคิดว่า เป็นไปได้มากที่อนาคตนั้นซีรีส์จะมาแย่งกลุ่มคนดูหนังโรงจริงๆ ตัวซีรีส์นั้นแบ่งเป็นหลายตอน แต่ละตอนจบในตัวไม่ต่อกัน ตอนหนึ่งยาวประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชั่่วโมง ในแต่ละตอนผมพบว่า ทุกตอนถ่ายทำในระบบภาพยนตร์ปกติ (จริงๆ ซีรีส์ของอเมริกาจะเป็นแบบนี้อยู่แล้ว มันจะเหมือนดูหนังมาก) อีกอย่างคือ พล็อตเรื่องของแต่ละตอนนั้นแข็งแรงจนกลายเป็นหนังยาวในโรงปกติได้เลย ยิ่งบางตอนที่ความยาวดันเกิน 1 ชั่วโมง มันให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังดูหนังปกติอยู่จริงๆ ทำให้ผมคิดต่อไปว่า เป็นไปได้มากที่คนจะขี้เกียจออกจากบ้าน ขี้เกียจจ่ายตังค์แพงๆ และหาความบันเทิงได้ภายในบ้าน จริงๆ นี่คงเป็นโจทย์ที่ชาวหนังโรงต้องหาทางแก้ให้ได้ว่าจะทำให้หนังตัวเองแตกต่างจากซีรีส์พวกนี้ได้อย่างไร ซึ่งก็เห็นๆ กันอยู่ว่าฮอลลีวู้ดพยายามพัฒนาระบบ IMAX 3D อย่างมาก พยายามทำหนังอภิมหาเอฟเฟกต์อย่างเยอะ เพื่อให้ตัวเองแตกต่างจากหนังในจอเล็กเหล่านั้น นี่อาจจะเป็นการปรับตัวกันอีกครั้งในโลกของภาพยนตร์

3.
นักแสดงเสียชีวิตแล้วกลับมาเล่นหนังได้

เรื่องท้ายปีที่น่าสนใจอีกเรื่องคือ การปรากฎตัวของนักแสดงรุ่นลุงคนหนึ่งในหนังเรื่อง Rogue One เขาเป็นตัวละครที่เคยปรากฏตัวในหนังชุด Star Wars ภาคแรก ตัวจริงของเขาเสียชีวิตไปแล้ว แต่ในหนังเรื่อง Rogue One นั้น เขากลับมาปรากฏตัวได้อีกครั้งด้วยความช่วยเหลือของทีม CG เรียกได้ว่ามีความตื่นตะลึงกันไปประมาณหนึ่ง สาเหตุหนึ่งคือความโคตรเนียนของซีจี อีกสาเหตุคือประเด็นการยินยอมของตัวนักแสดง (ที่ตายไปแล้วในปี 1994) เหมือนโดนจ้างมาเล่นโดยที่นักแสดงไม่ได้เซ็นรับเล่น ในเว็บไซต์ imdb ก็ไม่ได้ลงเครดิตนักแสดงใดๆ ไว้ เรียกว่าเป็นการเอาหน้าคุณลุงมาใช้เสียอย่างนั้นเลย จริงๆ แล้วโดยปกติการจะทำอะไรแบบนี้มักทำกันในกรณีของนักแสดงที่เสียชีวิตระหว่างถ่ายทำ เช่น พอล วอล์กเกอร์ ใน Fast and Furious 7 หรืออาจจะใช้ลดอายุนักแสดง เช่น แบรด พิตต์ ร่างหนุ่มใน The Curious Case of Benjamin Button แต่ในเคสของ Rogue One นี้น่าจะพิเศษและน่าจะเป็นที่ถกเถียงกันในอนาคต ต่อไปเราอาจจะจ้างใครมาเล่นก็ได้แล้วทำซีจีให้หน้าคล้ายนักแสดงสักคน การทำอย่างนี้เสียเงินเยอะ แต่มันเป็นไปได้ ปัญหาทางข้อกฎหมายอาจต้องได้รับการทบทวนใหม่ในโลกภาพยนตร์ นี่ยังไม่นับการเริ่มต้นเข้าสู่โลก VR ของพวกเรา และโลกของเกมที่พยายามจะทำให้กราฟิกต่างๆ ดูคล้ายคนจริงๆ มากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่าวันหนึ่งที่เราทำซีจีหน้าใครขึ้นมาก็ได้คงต้องมาถึง ซึ่งวันนั้นคงมีประเด็นใหม่ๆ ให้ถกเถียงมากมาย

อนาคตนี่มันน่าตื่นเต้นจริงๆ, สวัสดีปีใหม่

ภาพ inverse.com

นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

เริ่มต้นจากการเป็นนักเขียน ต่อด้วยการเป็นคนเขียนบทภาพยนตร์ และจบที่การเป็นผู้กำกับหนัง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้กำกับหนังที่ยังคงเขียนหนังสือ ผลงานที่ผ่านมาคือหนังเรื่อง ฟรีแลนซ์ฯ , Mary is happy , Mary is happy และ 36

related post