07

Hurlingham Books : กรุหนังสือเก่าที่สร้างชีวิตใหม่ให้ชายชรา

ฉันเคยมีความฝันบ้าๆ บอๆ ว่า ถ้าวันนึงรวยล้นฟ้า จะเอาเงินทั้งหมดไปซื้อหนังสือที่อยากได้ แล้วจะนอนกลิ้งบนกองหนังสือนั้นด้วยความสุข ไม่นึกเลยว่าในโลกนี้จะมีชายคนนึงทำความฝันนี้สำเร็จนำหน้าฉันไปแล้ว

Hurlingham Books คือร้านหนังสือมือสองขนาดจิ๋วที่เป็นเหมือนขุมสมบัติสำหรับคนรักหนังสือ นอกจากหนังสือบนแผงจะราคาแค่ 1 ปอนด์ (ถูกน้ำตาแทบไหล) ภายในร้านยังอัดแน่นด้วยหนังสือสารพัดหมวดหมู่ ทั้งเก่าและใหม่ ถ้าตาดีๆจะเจอหนังสือเจ๋งๆ หรือหนังสือหายากราคาสบายกระเป๋าซึ่งซ่อนตัวอยู่ทั่วร้าน

“ว้าวว ร้านของคุณสุดยอดเลยนะคะ” ฉันหันไปพูดกับชายที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์คิดเงิน

“ฮ่ะๆ เธอไปบอกเรย์ เจ้าของร้านตัวจริงดีกว่า” เขาทำท่าจะพูดต่อพร้อมเอามือป้องปากคล้ายกลัวใครมาได้ยินบทสนทนาของเรา “เรย์น่ะเป็นคนบ้า เธอรู้ไหม หนังสือในร้านนี้เป็นแค่เสี้ยวเดียวของทั้งหมดที่เรามี ส่วนที่เหลือเก็บอยู่ในโกดัง แต่ครึ่งหนึ่งขายแทบไม่ออก วันนี้เขายังมีหน้ารับหนังสือมาใหม่อีก 5 ถุง! ฉันล่ะไม่เข้าใจเขาจริงๆ”

ได้ยินแค่นี้ภาพฝันเรื่องหนังสือกองเป็นภูเขาก็แว๊บขึ้นมาในหัว ในใจฉันคิดว่า 'เรย์คือใครกันนะ ฉันต้องรู้จักเขาให้ได้'

หลังจากติดต่อทางอีเมลและโทรศัพท์ สัปดาห์ถัดมาฉันก็ได้ขึ้นมานั่งยิ้มแป้นในรถกระบะคันเก่าของเรย์ ชายชราเจ้าของร้านหนังสือกำลังพาฉันไปดูโกดังเก็บหนังสือที่แสนล้ำค่า ระหว่างทางเราคุยกันถูกคอจนฉันรู้สึกเหมือนรู้จักเขามาทั้งชีวิต

Ray Cole ไม่ใช่คนอย่างที่ฉันวาดภาพไว้สักนิด หนึ่ง เขาไม่ได้รวยล้นฟ้า และสอง เขาไม่เคยนอนกลิ้งบนกองหนังสือ (ใครจะไปทำอย่างนั้นล่ะ เจ้าบ้า!) เรย์เป็นเพียงชายวัยเกษียณที่เอาเงินเก็บทั้งชีวิตมาเปิดร้านขายหนังสือมือสอง เขาเล่าว่าตัวเองในวัยเด็กเกลียดหนังสือมากเพราะถูกครูบังคับ การทำงานกับหนังสือจึงเป็นอาชีพที่เขาไม่เคยนึกฝันว่าจะทำ จนกระทั่งช่วงใกล้เกษียณเพื่อนคนหนึ่งก็ยกห้องว่างให้เขาเปิดกิจการ ส่วนเพื่อนอีกคนที่เป็นนักประมูลก็กำลังหาทางขายหนังสือเก่ามากมายจากบ้านที่เจ้าของเสียชีวิต เรย์จึงรับซื้อไว้และเริ่มเปิดร้านหนังสือมือสองตั้งแต่วันนั้น

เวลาผ่านไป 20กว่าปี จากเด็กน้อยที่เคยเกลียดการอ่านตอนนี้เรย์มีหนังสือเป็นล้านเล่ม นอกจากจะวางขายหน้าร้านเขายังมีโกดังขนาดใหญ่ไว้เก็บหนังสืออีก 6 ห้อง! ในยุคที่หนังสือขายยากแบบนี้ฉันชักเห็นด้วยกับพนักงานร้านแล้วว่าเรย์ต้องสติไม่ดีแน่ๆ

"เหตุผลง่ายๆ คือผมหลงรักหนังสือน่ะ" เรย์ตอบ "ความรู้สึกนี้มันเริ่มสะสมตอนที่ผมทำงานในธุรกิจหนังสือ พอได้เจอคนรักหนังสือ พวกเขาก็จะแนะนำหนังสือที่ชอบ ผมเลยค้นพบว่าหนังสือคือสิ่งที่บรรจุชีวิตคนเขียนไว้ข้างใน เราไม่ต้องเหนื่อยออกแรงปีนเขาหรือล่องเรือรอบโลก แต่ก็รับรู้เรื่องราวเหล่านั้นได้จากหนังสือ สำหรับคนอายุเท่าผมการอ่านหนังสือเลยเป็นเหมือนการได้ผจญภัยรูปแบบหนึ่งน่ะ"

“แล้วทำไมคุณถึงหลงใหลหนังสือเก่าเป็นพิเศษล่ะคะ” ฉันถาม

“ผมอยากเก็บรักษามันไว้และส่งต่อให้คนรุ่นหลังเพราะหนังสือเก่าๆส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่หนังสือหายากคนก็จะเอาไปทำลายหมด ผมเสียดายถ้ามันจะหายไป เพราะในหน้ากระดาษเหล่านั้นมีความรู้และวัฒนธรรมที่คนสั่งสมกันมาตั้งแต่อดีตเชียวนะ"

“แต่ว่า.. ธุรกิจนี้ทำกำไรให้คุณได้จริงหรอคะ” ฉันโพล่งคำถามที่เก็บไว้มานาน

“ถ้าให้พูดจริงๆล่ะก็ รายได้จากหนังสือแต่ละเล่มไม่ได้มากมายหรอก ถ้าผมตั้งใจเปิดร้านเพื่อกำไรจริงๆ ตอนนี้ผมคงเจ๊งไปนานแล้ว ผมคงต้องปรึกษาธนาคาร กู้เงิน ต้องมีงบโฆษณา แต่ทั้งหมดนั้นผมไม่ทำหรอก"

ยิ่งฟังในหัวฉันก็เต็มไปด้วยคำถามมากมาย"ถ้าอย่างนั้นเป้าหมายของร้านนี้คืออะไรคะ?” คำถามของฉันถูกขัดจังหวะด้วยเสียง 'เอี๊ยดดดด' เรย์ขับรถมาจอดถึงหน้าโกดังพอดี

ชายชราก้าวลงจากรถและนำทางฉันไปโดยไม่ได้ตอบคำถาม...

เสียงแกร๊กเบาๆดังขึ้นพร้อมประตูโกดังที่เปิดออก แสงจากทางเดินส่องให้เห็นหนังสือกองใหญ่ที่สุมอยู่ตรงทางเข้า พอเรย์เปิดไฟสว่าง ฉันถึงกับอ้าปากค้างกับภาพตรงหน้า

ทั้งหมดนี่มันเกินกว่าที่ฉันจินตนาการไว้ โกดังขนาดใหญ่แห่งนี้สูงกว่า 3 เมตร ภายในมีชั้นหนังสือสูงจรดเพดานตั้งอยู่อย่างไม่มีระเบียบเหมือนเขาวงกตหนังสือขนาดย่อมๆ นอกจากบนชั้น ตามพื้นยังมีหนังสือกองพะเนิน เว้นไว้เพียงทางเดินที่กว้างพอให้คนตัวผอมบางคนเดียวเดินผ่านไปได้เท่านั้น

สำหรับคนรักการอ่าน ที่นี่เป็นสวรรค์ชัดๆ พอฉันตั้งท่าจะก้าวเข้าไปสำรวจก็รู้สึกได้ถึงมือที่แข็งแรงกดลงบนไหล่ทั้ง 2 ข้าง "อย่าวิ่งดีกว่า ถ้าเธอโดนหนังสือล้มทับเดี๋ยวจะแย่เอา” เรย์เตือนอย่างหวังดี ส่วนฉันได้แต่สงสัยว่าชายชราวัย 74 ปีอย่างเขาทำไมถึงได้รวดเร็วและมีแรงขนาดนี้นะ?

“ตรงนี้เป็นหนังสือสถาปัตยกรรม ตรงโน้นเป็นหมวดสังคม หนังสือเด็ก ศิลปะ ภาษาฝรั่งเศส สารานุกรมการเมือง ฮอลลีวูด ทั้งผนังตรงนี้เป็นนิยาย เรามีหนังสือแทบทุกประเภทที่เธอต้องอยากอ่านแน่ๆ ถ้าเป็นหนอนหนังสือน่ะนะ” เรย์อธิบายอย่างอารมณ์ดี "ส่วนตรงนั้นเป็นหนังสือจากค.ศ.12-13 หรือราวๆ 800ปีก่อนน่ะ” เจ้าของร้านพูดถึงหนังสือที่ปกทำจากหนังพิมพ์ตัวทองอย่างดีที่ฉันเพิ่งเดินผ่าน เขาเล่าเพิ่มเติมว่าหนังสือครึ่งหนึ่งในโกดังไม่ได้มีไว้ขาย แต่เปิดให้บริษัทภาพยนตร์ บริษัทแต่งบ้าน หรือบริษัทโฆษณามาเช่าไปใช้เป็นพร็อพถ่ายทำ

"แต่ละเล่มน่าสนใจจนฉันใช้เวลาอยู่ที่นี่ทั้งอาทิตย์ได้เลยค่ะ” ฉันมองไปรอบๆอย่างตื่นตา

"ฮ่าๆ ฉันว่าเธอใช้เวลาทั้งชีวิตในนี้ได้เลยต่างหาก" ฉันพยักหน้าหงึกๆเห็นด้วย เพราะรู้ดีว่าคำพูดของเรย์ไม่ได้เกินจริงแต่อย่างใด

เรย์ปล่อยให้ฉันเดินดูหนังสือและถ่ายรูปตามสบาย ส่วนเขาหายไปทำงานอยู่ที่ไหนสักแห่งในโกดัง ยิ่งเดินลึกเข้าไป ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่าความน่าสนใจที่สุดของที่นี่ไม่ใช่หนังสือโบราณที่กองพะเนิน แต่อาจเป็นอย่างอื่น

ฉันสังเกตว่าโกดังแห่งนี้ไม่มีระบบระเบียบในการจัดวางหนังสือสักนิด ไม่มีการแบ่งโซนที่ชัดเจน นอกจากการเรียงตามตัวอักษรชื่อเรื่องก็มีเพียงป้ายกระดาษบอกหมวดหมู่ที่เขียนไว้ลวกๆ เรย์จัดการหนังสือเป็นล้านเล่มด้วยตัวคนเดียวได้ยังไงกันนะ?

“คุณจำตำแหน่งหนังสือแต่ละเล่มในนี้ได้หมดเลยหรอคะ” ฉันตะโกนถามเพราะไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน

“ได้สิ” เรย์ตอบกลับมาทันที "จำได้หมดแหละว่าเคยวางเล่มไหนไว้ตรงไหน เพราะผมเป็นคนจัดการหนังสือทั้งหมดในโกดังนี้นี่นา” ฉันหันไปตามต้นเสียงแล้วก็พบกับชายชราที่กำลังปีนบันไดสูงลิบขึ้นไปเปลี่ยนหลอดไฟบนเพดานด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่หลอดไฟ เรย์บอกกับฉันว่าทุกวันนี้เขายังสนุกกับการตอกตะปูซ่อมสิ่งต่างๆ ยกหนังสือหลายสิบเล่มขึ้นรถกระบะและดูแลระบบทุกอย่างในร้านและในโกดังทั้ง 6 แห่งด้วยตัวเอง

คุณลุงวัยนี้ไปเอาพลังชีวิตมากมายแบบนี้มาจากไหนกันนะ?

“ทำไมคุณถึงยังทำงานอยู่ล่ะคะ ถ้ามีเงินเก็บแล้วคนวัยนี้ก็มักจะพักผ่อนอยู่บ้านไม่ใช่หรอ” ฉันถามเขาตอนที่เรานั่งรถกลับไปที่ร้านหนังสือ

“สิ่งงหนึ่งที่เกิดขึ้นกับคนแก่ในวัยผมคือ พวกเขาเชื่อว่าตัวเองแก่แล้ว ทำงานมาเยอะแล้ว เหนื่อยแล้ว ตอนนี้เลยไม่อยากคิด ไม่อยากทำอะไร แต่การทำร้านหนังสือสำหรับผมไม่ใช่งานหนัก มันเป็นแรงกระตุ้น เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมอยากตื่นขึ้นมาในทุกๆวัน เพราะเราไม่มีวันรู้ว่าแต่ละวันจะมีหนังสือแบบไหน หรือลูกค้าแบบไหนเข้ามาในร้าน สิ่งที่เป็นพลังให้ชีวิตผมคือเรื่องราวในหนังสือและบทสนทนาดีๆ ที่ได้จากลูกค้า การทำงานแบบนี้นี่แหละที่ทำให้ร่างกายและจิตใจของผมยังทำงานอยู่”

"พูดแบบนี้ทำให้ฉันรู้สึกว่าเหมือนหนังสือได้คืนชีวิตให้กับคุณอีกครั้งเลย" ฉันพูด

"ใช่ๆ สิ่งมีชีวิตต้องการออกซิเจนผมก็ต้องการหนังสือ แบบนั้นเลย และผมยับยั้งชั่งใจไม่ให้ซื้อหนังสือใหม่ไม่ได้ ทั้งๆที่ผมมีหนังสือเต็มโกดังแล้ว เพราะผมเป็นโรคบ้าหนังสือยังไงล่ะ (หัวเราะ) ผมเชื่อว่าถ้าเรารู้ว่าเรามีความสุขกับเรื่องอะไร เราก็แค่พาชีวิตเราไปอยู่ในวงล้อมของเรื่องเหล่านั้น ชีวิตมันก็ง่ายๆแค่นี้แหละ"

ถึงจะยอมรับว่าตัวเองเป็นไม้ใกล้ฝั่ง แต่เรย์บอกว่าตอนนี้เขากำลังมีอีกหลายโปรเจกต์ใหม่ในหัว นั่นก็คือการเขียนหนังสือรวมเรื่องสั้นที่ได้แรงบันดาลใจจากบทสนทนากับลูกค้าในร้าน และการรับเป็นที่ปรึกษาหรือตัวแทนช่วยจัดหาหนังสือสำหรับคนที่อยากเปิดร้านหนังสือเป็นของตัวเอง

"ผมอยากเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่คิดเปิดร้านหนังสือ ธุรกิจนี้อาจไม่ได้ทำให้คุณรวยหรือโด่งดังเหมือนอาชีพอื่นหรอก แต่สิ่งหนึ่งที่คุณจะได้แน่ๆคือความสุขที่ได้อยู่กับสิ่งที่รักในทุกๆวัน ซึ่งสำหรับคนที่ผ่านชีวิตมาจนถึงวัยนี้อย่างผมบอกได้เลยว่ามันเป็นรางวัลที่คุ้มค่าและอิ่มใจกว่าเยอะ ผมคิดว่าชีวิตเราก็เท่านี้ เราจะหาเงินมาเป็นล้านๆ เพื่อซื้อสิ่งของที่เราไม่ได้ต้องการทำไม การมีชีวิตไม่ได้ต้องการเงินมากขนาดนั้นหรอกเธอว่าไหม"

"แล้วถ้าวันนึงคุณเกิดเป็นเศรษฐีขึ้นมาล่ะคะ คุณจะเอาเงินก่อนนั้นไปทำอะไร?” ฉันถาม

"ผมก็จะเอามาซื้อหนังสือน่ะสิ!" ชายชราตอบพร้อมหัวเราะดังลั่น

สุดท้ายฉันก็พบว่า Ray Cole เป็นคนอย่างที่ฉันวาดภาพไว้จริงๆ ตอนนี้เขารวยล้นฟ้า และเขาช่างเป็นชายที่น่าอิจฉาที่สุดในโลก

"คนในวัยผมมักเชื่อว่าตัวเองแก่แล้ว ทำงานมาเยอะแล้ว ตอนนี้เลยไม่อยากคิดไม่อยากทำอะไร แต่การทำร้านหนังสือสำหรับผมเป็นแรงกระตุ้น เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมอยากตื่นขึ้นมาในทุกๆวัน สิ่งที่เป็นพลังให้ชีวิตผมคือเรื่องราวในหนังสือและบทสนทนาดีๆที่ได้จากลูกค้า การทำงานแบบนี้นี่แหละที่ทำให้ร่างกายและจิตใจของผมยังทำงานอยู่" - Ray Cole

Hurlingham Books

address: 91 Fulham High St, Fulham, London SW6 3JS, United Kingdom
hours: ร้านนี้อินดี้มากเพราะไม่มีเวลาเปิดปิดที่แน่นอน แผงหนังสือนอกร้านจะเปิด 24 ชั่วโมง จะซื้อเล่มไหนก็หย่อนเงินไว้ในกล่องหน้าร้านแบบใช้ระบบความเชื่อใจล้วนๆ ถ้าอยากเข้ามาดูในร้านตอนกลางวันเปิดแน่นอน แต่อาจต้องโทรถามเพื่อความชัวร์ที่เบอร์ +44(0)207 736 4363ส่วนโกดังที่อยู่ใกล้ร้านระยะเดินราว 10 นาทีนั้นต้องใช้วิธีอีเมลไปนัดแนะวันเวลากับเรย์ที่ hurlinghambooks @ gmail.com หรือจะใช้วิธีเข้าไปที่เว็บไซต์ของทางร้านแล้วเลือกหนังสือที่ชอบ จากนั้นก็ไปรับหนังสือและจ่ายเงินที่หน้าร้านได้เช่นกัน
how to get there: นั่งรถไฟใต้ดินมาที่สถานี Putney Bridge แล้วเดินไปตามถนน Renelagh Garden แค่นาทีเดียวก็ถึงแล้ว
facebook | Hurlingham Books
twitter | @Hurlinghambooks

ภาพประกอบ: Faan.peeti

ฟาน.ปีติ

ปีติชา คงฤทธิ์ อดีตกองบรรณาธิการนิตยสาร a day ที่เริ่มเบนเข็มทิศชีวิตมาเอาจริงกับการวาดภาพ และกำลังเรียนต่อด้านภาพประกอบที่ประเทศอังกฤษ นอกจากการสร้างงานศิลปะ ปีติชายังเอนจอยกับการเต้นสวิง การแอบงีบหลับระหว่างเดินทาง และยังพยายามวิ่งอย่างสม่ำเสมอเพื่อเอาชนะก้อนไขมันของตัวเองให้จงได้

related post